“ศุภจี” ชูปฏิรูปการแข่งขัน กขค.จับตา GP แพลตฟอร์ม สั่งบางรายชะลอขึ้น 6 เดือน
“ศุภจี” ปาฐกถา TCCT Competition Day 2026 ชี้การปฏิรูปการแข่งขันคือส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เสนอ 3 การเปลี่ยนผ่าน จากตั้งรับสู่ Proactive Regulator จากคุ้มครองผู้ประกอบการสู่คุ้มครอง “โอกาสในการแข่งขัน” และจากกำกับแบบแยกส่วนสู่บูรณาการทุกหน่วยงาน ย้ำกติกาต้องทันตลาด เปิดโอกาสรายใหม่และ SMEs ซึ่งมี 3.3 ล้านราย หรือ 99.5% ของธุรกิจไทย พร้อมเดินหน้าดูปัญหา GP แพลตฟอร์ม นอมินี และ Credit Term
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” ภายใต้หัวข้อ “Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy” หรือ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต”
การปฏิรูปการแข่งขันทางการค้าไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือภารกิจของหน่วยงานกำกับดูแล แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมกับอนาคต เพราะการแข่งขันเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหม่ SMEs ธุรกิจขนาดใหญ่ นักลงทุน ไปจนถึงผู้บริโภค
โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม มาตรฐานสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร และพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันเปลี่ยนจากการมุ่งลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยความมั่นคง ความยืดหยุ่น ความน่าเชื่อถือ ความเร็วในการเรียนรู้ ตลอดจนคุณค่า นวัตกรรม และมาตรฐาน
“ต้นทุนที่ต่ำที่สุดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่เราต้องทำอย่างไรให้เรามีความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ ทั้งต่อธุรกิจและต่อประเทศ” นางศุภจีกล่าว
SMEs 3.3 ล้านราย ต้องเข้าถึงตลาดได้จริง
นางศุภจีกล่าวว่า แม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ และธุรกิจจำนวนมากเป็นรายเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะแข่งขันไม่ได้ สิ่งสำคัญคือความสามารถในการปรับตัว เข้าใจเทรนด์ และเรียนรู้ได้เร็ว
สำหรับตลาดในประเทศ จำเป็นต้องสร้างสมดุลและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเติบโตได้ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 34.8% ของ GDP
ดังนั้น นโยบายการแข่งขันต้องช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้
ชู 3 การเปลี่ยนผ่าน
นางศุภจีเสนอ “3 การเปลี่ยนผ่าน” เพื่อยกระดับระบบการแข่งขันของไทย
ประการแรก จากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว สู่การเป็น Proactive Regulator โดย กขค.ต้องเข้าใจตลาดและออกแบบกรอบกำกับดูแลก่อนที่ปัญหาจะเกิด พร้อมนำ “แว่นการแข่งขัน” ไปใช้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบนโยบาย กฎหมาย และมาตรการของรัฐ เพื่อไม่ให้กฎระเบียบกลายเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดโดยไม่จำเป็น
ประการที่ 2 จากการคุ้มครองผู้ประกอบการ ไปสู่การคุ้มครอง “โอกาสในการแข่งขัน” เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดมีโอกาสเข้าสู่ตลาดและแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้นทั้งเรื่อง Credit Term ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs รวมถึงการดูแลปัญหาที่อาจกระทบการแข่งขัน เช่น ธุรกิจที่ใช้ “นอมินี”
ประการที่ 3 จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วน ไปสู่การบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขยายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงโอกาสได้จริง
กติกาต้องทันตลาด
นางศุภจีกล่าวว่า ทิศทางสำคัญของการขับเคลื่อนการแข่งขันในระยะต่อไปมี 3 เรื่อง คือ กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI ที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน กติกาต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs เข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม และการแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่แยกออกมาเป็นเพียงงานกำกับดูแล
จับตา GP แพลตฟอร์ม
สำหรับประเด็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม นางศุภจีระบุว่า กขค.มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบางรายให้ระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม หรือ GP เป็นเวลา 6 เดือน
พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เพื่อพิจารณาโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้มีความเป็นธรรม ถูกต้อง และโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบอำนาจตามกฎหมาย และคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
การแข่งขันต้องเป็น “เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์”
นางศุภจีกล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับสูง การสร้างความเข้มแข็งให้ตลาดภายในประเทศและการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญ
นโยบายการแข่งขันจึงควรเป็น “เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ” ไม่ใช่รอเข้าไปกำกับเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องมีบทบาทเชิงรุกในการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการแข่งขัน
ในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล นางศุภจีย้ำว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าไม่ควรทำงานโดยลำพัง แต่ต้องมีหน่วยงานภาครัฐและองคาพยพที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดัน เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เป็นธรรม และทั่วถึง
“เชื่อมั่นว่า การแข่งขันที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ และเป็นเชิงรุก จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจของเราเติบโต เรามาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต” นางศุภจีกล่าว
สำหรับงาน “TCCT Competition Day 2026” จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงาน องค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านนโยบายการแข่งขัน พร้อมยกระดับการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของไทยสู่มาตรฐานสากล


