“ศุภจี” ถก ITOCHU ดันไทย–ญี่ปุ่นสู่ Co-Creation ปักธงอุตสาหกรรมอนาคต-ห่วงโซ่มูลค่าสูง
ศุภจี” พร้อม “วราวุธ” หารือประธาน ITOCHU Corporation ยกระดับหุ้นส่วนไทย–ญี่ปุ่นจากการลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานผลิต ไปสู่การ “ร่วมพัฒนา ร่วมผลิต ร่วมสร้างธุรกิจ” หรือ Co-Creation เชื่อมตลาด ASEAN และประเทศที่สาม ชูโอกาสในอาหารแปรรูป พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์อนาคต Data Center-AI การแพทย์ และธุรกิจรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่รัฐบาลเร่งทบทวนกฎระเบียบเพื่อดึงการลงทุนที่สร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับนายเคอิตะ อิชิอิ (Mr. Keita Ishii) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ITOCHU Corporation พร้อมด้วยนายกลินท์ สารสิน ประธานสมาคมไทย–ญี่ปุ่น และประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะผู้บริหารระดับสูงของ ITOCHU Corporation เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569
การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดและยาวนาน ภาคธุรกิจญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างฐานอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และการจ้างงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงไม่ได้เป็นเพียงคู่ค้าหรือนักลงทุน แต่เป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” และ “Trusted Partner” ที่ไทยต้องการยกระดับความสัมพันธ์ให้สอดรับกับภูมิทัศน์เศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ใช้จังหวะ 140 ปี เปิดบทใหม่ไทย–ญี่ปุ่น
ในปี 2570 ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งนางศุภจีมองว่าเป็นจังหวะสำคัญในการเปิดบทใหม่ของความร่วมมือ
แนวทางคือขยับจากโมเดลเดิมที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ไปสู่การร่วมพัฒนา ร่วมผลิต และร่วมสร้างธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานใหม่ หรือ Co-Creation
พร้อมต่อยอดสินค้าและบริการร่วมกันไปยังประเทศที่สาม ตลาด ASEAN และตลาดโลก
ผสานเทคโนโลยีญี่ปุ่นกับฐานผลิตไทย
ในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงการแข่งขันด้านการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น
ฝ่ายไทยย้ำความสำคัญของการสร้างสมดุลและกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยทำงานร่วมกับประเทศที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี เงินทุน ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายธุรกิจระดับโลก
ขณะที่ไทยมีฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมโยงกับตลาด ASEAN ซึ่งสามารถนำมาผสานกันเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่
ชูอาหาร-พลังงานสะอาด-ชิป-EV-Data Center
สาขาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือ ประกอบด้วยอาหารและการแปรรูปอาหาร ซึ่งไทยมีฐานวัตถุดิบและการผลิตที่แข็งแรง และยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูป
รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องแห่งอนาคต ตลอดจนศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และเทคโนโลยีการสื่อสาร
โดยไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่สามารถสร้างการจ้างงาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศได้มากขึ้น
ต่อจิ๊กซอว์การแพทย์-สังคมสูงวัย
ทั้งสองฝ่ายยังหารือโอกาสด้านยาและบริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีและบริการรองรับสังคมสูงวัย ตลอดจนธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ
เนื่องจากทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ญี่ปุ่นมีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกับศักยภาพของไทย เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่และขยายไปสู่ตลาดอื่นในอนาคต
ฝ่ายญี่ปุ่นยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดความสูญเปล่า และแนวทางรับมือสังคมสูงวัย ซึ่งไทยสามารถนำมาใช้ต่อยอดกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการในระยะยาว
รัฐเร่งทบทวนกฎพลังงาน-Data Center-อาหาร
นางศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบในหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใหม่ อาทิ พลังงาน ศูนย์ข้อมูล และอาหาร
เป้าหมายคือทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของนักลงทุน พร้อมเปิดรับข้อเสนอจากภาคธุรกิจและประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อออกแบบรูปแบบการลงทุนที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน
“ความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในระยะต่อไปไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการที่ญี่ปุ่นลงทุนและไทยเป็นฐานการผลิต แต่ควรก้าวไปสู่การร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี ร่วมผลิต และร่วมขยายตลาดไปยังประเทศที่สาม โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น”
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ITOCHU และภาคธุรกิจญี่ปุ่นในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้ เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นจาก “การลงทุนและการผลิต” ไปสู่ “การร่วมสร้างและเติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ ASEAN และตลาดโลก
