โชว์โมเดลคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง CPFจ่อปรับแผนตลาดครึ่งปีหลัง
CPF รุกนำโมเดลคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง6 ประเทศ GMS หนุนสร้างรายได้เกษตรกร จับตาครึ่งปีหลัง 2 ผู้บริหารใหม่รุกปรับแผนการตลาดในประเทศ-การผลิตสัตว์บก
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในงานประชุมนานาชาติ Mekong Hub Knowledge and Learning Fair ซึ่งกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) หน่วยงานหนึ่งภายใต้องค์การเกษตรและอาหารโลก (FAO) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นตัวแทนเอกชนไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโมเดลความสำเร็จการจัดทำระบบคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งที่ดำเนินในรูปแบบสานพลังประชารัฐ พัฒนาให้ความรู้เกษตรกรในด้านการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพื่อให้ตัวแทนผู้ร่วมงานจาก 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง คือ เวียดนาม สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา และฟิลิปปินส์ นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการฟาร์มในประเทศ
ดร.ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงโรม กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในงานประชุมนานาชาติ MKLF 2019 ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ทั้งประเทศไทย ทั้งองค์กรภาครัฐ สถาบันการเงินที่ให้ความช่วยเหลือเกษตร และภาคเอกชน เป็นต้นแบบที่ดีของภูมิภาคอาเซียน ในการพัฒนาระบบคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคง สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการตลาด นำไปสู่ความเข้มแข็ง และพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ปลอดภัยได้มาตรฐานสากลให้กับคนทั้งประเทศอีกด้วย
ด้านนายณรงค์ เจียมใจบรรจง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านโครงการพิเศษ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้ปรับสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ตามแนวทางของ FAO และตาม พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา 2560 หลังจากใช้ระบบนี้เป็นต้นแบบการพัฒนาภาคเกษตรมานาน 40 ปีแล้ว โดยสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างอาชีพให้เกษตรกร ส่งผลให้ปัจจุบันมีเกษตรกรร่วมเป็นสมาชิก 5,500 ราย เป็นกลุ่มสุกร 70% ไก่ 25% และไข่ไก่ 5% และที่สำคัญ ทางซีพีเอฟเป็นบริษัทเดียวที่ทำประกันภัยความเสี่ยงด้านภัยพิบัติให้เกษตรกรกลุ่มประกันรายได้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 90% ด้วย และส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นกลุ่มประกันราคาซึ่งเหมาะกับฟาร์มขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน กระบวนการนี้สามารถควบคุมและตรวจสอบย้อนกลับถึงผลผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
สำหรับแผนกลยุทธ์การตลาดในประเทศช่วงครึ่งปีหลัง ในส่วนของซีพีเอฟได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและผู้บริหาร โดยหลังจากที่ได้มีการแต่งตั้ง นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ เป็นประธานคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) แล้ว ก็ได้มีการปรับตำแหน่ง นายสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟเทรดดิ้ง จำกัด เป็นรองประธาน ฝ่ายตลาดในประเทศซีพีเอฟ และนายสิริพงศ์ อรุณรัตนา รองกรรมการผู้จัดการบริหารธุรกิจครบวงจรส่งออกนครราชสีมา (โคราช) และครบวงจรไก่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ขึ้นเป็นประธานผู้บริหารในธุรกิจสัตว์บก (COO สัตว์บก) ด้วย
นายสุจริตกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากรับตำแหน่งจะมีการรวบรวมข้อมูล เพื่อพิจารณาทบทวนปรับแผนกลยุทธ์การทำการตลาดในประเทศช่วงครึ่งปีหลังให้สอดรับกับการวางกลยุทธ์ของซีพีเอฟ ซึ่งจะยึดเทรนด์การบริโภคยุคใหม่ เช่น การนำระบบการทำการค้าผ่านออนไลน์ การดีลิเวอรี่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องมุ่งไป ทั้งนี้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน จากนั้นจะภาพชัดเจนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
ขณะที่นายสิริพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจสัตว์บก หลังจากเปิดตัวไก่เบญจาเลี้ยงด้วยอาหารธัญพืชมีคุณภาพสูง และได้นำเข้าร่วมงานไทยเฟกซ์มีคำสั่งซื้อจากสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ซึ่งจะพัฒนาเมนูจากไก่เบญจาให้บริการบนเครื่องบินในไตรมาส 3 หลังจากนี้ ทางซีพีเอฟจะพิจารณาถึงแนวโน้มการปรับแผนการผลิตว่าควรต้องเพิ่มปริมาณ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ ขณะนี้มีการผลิตไก่เบญจาสัปดาห์ละ 2 แสนตัวในฟาร์มมีนบุรี