Skip to content

SVI กำไรสุทธิปี’64 พุ่ง 105% ประกาศปี’65 ตั้งเป้ารายได้ 24,000 ล้าน

18 ก.พ. 2565 | 17:48น.
SVI กำไรสุทธิปี’64 พุ่ง 105% ประกาศปี’65 ตั้งเป้ารายได้ 24,000 ล้าน

เอสวีไอ หรือ SVI โชว์ฟอร์มทำผลงานปี 2564 มีรายได้รวม 17,400 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ขยายตัว 13.9% กำไรสุทธิ 1,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% หนุนกำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มเป็น 0.65 บาท ประกาศปี 2565 ตั้งเป้ารายได้ 24,000 ล้านบาท รับแผนเชิงกลยุทธ์มุ่งขยายกำลังการผลิตป้อนความต้องการลูกค้า

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 นายกริช ลี้ถาวร ผู้บริหารด้านการเงิน (Corporate M&A Executive) บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVI ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการแบบครบวงจรในการประกอบผลิตภัณฑ์ประเภทวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป ให้แก่ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Original Equipment Manufacturer: OEM) เปิดเผยว่า การดำเนินงานปี 2565 บริษัทตั้งเป้าเติบโตรายได้ 24,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38%

กริช ลี้ถาวร

โดยมีแผนการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการให้ฐานการผลิตในกัมพูชาและไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าที่มีวอลุ่มสูงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ ป้อนความต้องการในภาคอุตสาหกรรม 5G รองรับแผนขยายตลาดไปยังประเทศสหรัฐเพิ่มเติม

โดยจะลงทุนเพิ่มพื้นที่ฐานการผลิตที่โรงงานประเทศกัมพูชาเป็น 35,000 ตารางเมตร จากเดิมที่มี 10,000 ตารางเมตร ขณะที่ฐานการผลิตที่ประเทศสโลวาเกีย จะเพิ่มพื้นที่การผลิตเป็น 11,000 ตารางเมตร จากเดิม 6,500 ตารางเมตร รองรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์อัจฉริยะในภาคพื้นยุโรป

ขณะเดียวกันยังมุ่งบริหารจัดการด้านต้นทุนและซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นแรงกดดันอุตสาหกรรม และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตและเริ่มทยอยเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์ไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คาดจะสามารถเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์อย่างเต็มกำลังในครึ่งหลังปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและเพิ่มความสามารถการทำกำไรที่ดีให้แก่บริษัท

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2564 (ตุลาคม-ธันวาคม) บริษัทมีรายได้รวม 5,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% และทำกำไรสุทธิ 574 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 463% หากเทียบกับไตรมาส 4/2563 ที่มีรายได้รวม 3,698 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 102 ล้านบาท

ซึ่งเป็นการเติบโตก้าวกระโดด และช่วยผลักดันผลการดำเนินงานทั้งปี 2564 ของ SVI สูงสุดนับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งบริษัท โดยทำรายได้รวมสูงถึง 17,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.9% และมีกำไรสุทธิ 1,408 ล้านบาท เติบโตถึง 105% เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานทั้งปี 2563 ที่มีรายได้รวม 15,282 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 686 ล้านบาท

โดยความสำเร็จของการดำเนินงานครั้งนี้ มาจากแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของ SVI ที่มุ่งขยายตลาดผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรม 5G เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ส่งสัญญาณความเร็วสูงสำหรับ 5G หรือ Optical transceiver กล้องวงจรปิดที่รองรับเทคโนโลยี AI ป้ายราคาอัจฉริยะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์อัจฉริยะและขนส่งสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งความต้องการในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการเติบโตสูงมากในตลาดโลกส่งผลให้ SVI มียอดขายเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน SVI ยังบริหารจัดการด้านต้นทุนและซัพพลายเชนในการจัดซื้อวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเจรจาปรับราคาสินค้ากับคู่ค้าได้ ทำให้อัตรากำไรสุทธิปี 2564 เพิ่มเป็น 8.1% จากปีก่อนอยู่ที่ 4.5% และมีอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เพิ่มเป็น 0.65 บาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนอยู่ที่ 0.30 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 จึงมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2564 (มกราคม-ธันวาคม) ในอัตรา 0.23 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น 495 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้

การดำเนินงานปี 2565 บริษัทตั้งเป้าเติบโตรายได้ 24,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% โดยมีแผนการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการให้ฐานการผลิตในกัมพูชาและไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าที่มีวอลุ่มสูงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ป้อนความต้องการในภาคอุตสาหกรรม 5G รองรับแผนขยายตลาดไปยังประเทศสหรัฐเพิ่มเติม จึงลงทุนเพิ่มพื้นที่ฐานการผลิตที่โรงงานประเทศกัมพูชาเป็น 35,000 ตารางเมตรจากเดิมที่มี 10,000 ตารางเมตร

ขณะที่ฐานการผลิตที่ประเทศสโลวาเกีย จะเพิ่มพื้นที่การผลิตเป็น 11,000 ตารางเมตร จากเดิม 6,500 ตารางเมตร รองรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ยานยนต์อัจฉริยะในภาคพื้นยุโรป

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งบริหารจัดการด้านต้นทุนและซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นแรงกดดันอุตสาหกรรม และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตและเริ่มทยอยเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์ไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คาดจะสามารถเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์อย่างเต็มกำลังในครึ่งหลังปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและเพิ่มความสามารถการทำกำไรที่ดีให้แก่บริษัท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อิเล็กทรอนิกส์