รัฐลดราคาพลังงานได้ผล ฉุดเงินเฟ้อเดือน พ.ย.ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน

เงินเฟ้อ พ.ย. 66 ต่ำสุดในรอบ 33 เดือนมาตรการอุ้มพลังงาน คาดทั้งปี 66 โต 1.35%

เงินเฟ้อ พ.ย. ลดลง 0.44% ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน ผลจากมาตรการช่วยราคาพลังงาน คาดค่ากลางปี 2566 โต 1.35% จากกรอบ 1.0-1.7% พาณิชย์คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2567 ขยายตัวในกรอบ 0.3-1.7% จับเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ลุ้นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพรัฐหนุน

วันที่ 7 ธันวาคม 2566 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย (เงินเฟ้อ) เดือนพฤศจิกายน 2566 เท่ากับ 107.45 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเท่ากับ 107.92 ลดลง 0.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และต่ำสุดในรอบ 33 เดือน

และเมื่อเทียบดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2566 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2566 ลดลง 0.25% ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ย 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 2566 สูงขึ้น 1.41% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 ซึ่งอยู่ในกรอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2566 ที่วางไว้ 1.0-3.0%

โดยกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2566 อยู่ระหว่าง 1.0-1.7% (ค่ากลาง 1.35%) ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ยังได้คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 จะอยู่ระหว่างติดลบ 0.3%-1.7% และมีโอกาสที่ค่ากลางอยู่ที่ 0.7% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง

“สาเหตุสำคัญที่เงินเฟ้อลดลง 0.44% เป็นผลจากมาตรการภาครัฐด้านพลังงาน ที่ทำให้สินค้าในกลุ่มพลังงานปรับลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันในกลุ่มดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 91 นอกจากนี้ เนื้อสุกร ไก่สด และน้ำมันพืช ราคาต่ำกว่าปีที่ผ่านมา สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ”

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนนี้ที่ลดลง 0.44% เป็นผลจากสินค้าหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มพลังงาน ที่ราคาลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากมาตรการภาครัฐทั้งค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 91 รวมถึงค่าโดยสารรถไฟฟ้า

นอกจากนี้ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ ราคาลดลงต่อเนื่อง สำหรับสินค้าที่ราคาสูงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2565 อาทิ แก๊สโซฮอล์ 95 E85 และ E20 น้ำมันเบนซิน 95 ก๊าซยานพาหนะ (LPG) ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน เครื่องแบบนักเรียน แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน อาหารสัตว์เลี้ยง สุรา และเบียร์

ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามราคาสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ข้าวสาร แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง (แป้งข้าวเจ้า ขนมอบ) ไข่ (ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่เค็ม) รวมทั้งนมข้นหวาน นมเปรี้ยว และนมถั่วเหลือง

ราคาเปลี่ยนแปลงตามการจัดโปรโมชั่น ผักสด (คะน้า ขิง มะนาว ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ) ปริมาณยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติหลังจากบางพื้นที่เพาะปลูกประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงเดือนที่ผ่านมา และผลไม้สด (ทุเรียน แตงโม ส้มเขียวหวาน) รวมถึงกาแฟผงสำเร็จรูป กับข้าวสำเร็จรูป และอาหารเช้า ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย

ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารสด ราคาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยเฉพาะเนื้อสุกร และไก่สด เนื่องจากสต๊อกคงเหลือมีปริมาณมาก นอกจากนี้ น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส และมะขามเปียก รวมถึงผักและผลไม้บางประเภท อาทิ ต้นหอม แตงกวา ถั่วฝักยาว ลองกอง ชมพู่ มะม่วง ราคาปรับลดลง

ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2566 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2566 ลดลง 0.25% โดยหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.58% ตามการลดลงของค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท ค่าโดยสารรถไฟฟ้า รวมทั้ง น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผงซักฟอก สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว และโฟมล้างหน้า สำหรับสินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าโดยสารเครื่องบินและรถจักรยานยนต์รับจ้าง เครื่องถวายพระ อาหารสัตว์เลี้ยง บุหรี่ และสุรา

ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.23% สินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ข้าวสาร ขนมอบ ไก่สด ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาหมึก หอยลาย กุ้งนาง) เป็นช่วงมรสุมปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อยลง ผักสด (คะน้า แตงกวา มะเขือ) ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา

ประกอบกับเกิดโรคใบหงิกในผักใบหลายชนิด รวมทั้งซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม น้ำปลา อาหารโทรสั่ง (Delivery) ก๋วยเตี๋ยว และอาหารเช้า ราคาปรับสูงขึ้นเล็กน้อย สำหรับสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อโค ไข่ไก่ และผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะละกอสุก องุ่น) เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลของผลไม้หลายชนิด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เดือนพฤศจิกายน 2566 สูงขึ้น 0.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ หากเทียบอัตราเงินเฟ้อของไทยกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนตุลาคม 2566 พบว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยลดลง 0.31% ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 8 จาก 135 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และยังคงต่ำที่สุดในอาเซียนจาก 7 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย) โดยอัตราเงินเฟ้อของไทยเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับในหลายประเทศทั่วโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง

เงินเฟ้อ พ.ย. 66 ต่ำสุดรอบ 33 เดือนมาตรการอุ้มพลังงาน คาดปี 66 โต 1-1.7%

นายพูนพงษ์กล่าวถึง แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธันวาคม 2566 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากช่วงเดือนที่ผ่านมาตามราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ และเครื่องประกอบอาหาร กลุ่มพลังงาน ทั้งค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มดีเซล และแก๊สโซฮอล์ รวมถึงสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพอีกหลายรายการ และต้นทุนการผลิตที่ปรับลดลง จากมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ประกอบกับฐานราคาในช่วงเดียวกันของปี 2565 อยู่ระดับสูงมีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง

ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 คาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2566 โดยมีปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง อาทิ มาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐที่คาดว่าจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มการปรับขึ้นราคาสินค้าสำคัญค่อนข้างจำกัด เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง อาจเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคของประชาชนบางกลุ่ม

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปรับตัวดีขึ้น อาทิ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2566 รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของรัฐ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ อาทิ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทที่ผันผวน และมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อราคาอาจมีหลากหลายรูปแบบ

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพฤศจิกายน 2566 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 55.0 จาก 55.8 ในเดือนก่อนหน้า ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 (นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565) เป็นการปรับลดลงทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) สาเหตุมาจากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เป็นไปตามที่คาดไว้


การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ประชาชนมีภาระหนี้สินมากขึ้น และสินค้าเกษตรบางรายการราคาลดลง อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปีคาดว่าจะส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องปรับตัวดีขึ้น การส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง และมาตรการช่วยเหลือด้านหนี้สินจะส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป