เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เล็งใช้โมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” รวบหน่วยงานซ้ำซ้อนภูมิภาคที่มีกว่า 80%
Politics เล็งใช้โมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” รวบหน่วยงานซ้ำซ้อนภูมิภาคที่มีกว่า 80%
ราคาทองวันนี้ (27 ก.ย. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 68,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ก.ย. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 68,650 บาท
ธนาคารกรุงเทพ ปิดให้บริการ 16 สาขาใน กทม.ชั่วคราว จากน้ำท่วม
Finance ธนาคารกรุงเทพ ปิดให้บริการ 16 สาขาใน กทม.ชั่วคราว จากน้ำท่วม
เปิดฐานผลิตรถยนต์ VOYAH แบรนด์ใหม่บุกไทยปลายปีนี้
Automotive เปิดฐานผลิตรถยนต์ VOYAH แบรนด์ใหม่บุกไทยปลายปีนี้
พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ก.ย. 69) ภาคกลางตะวันตกฝนหนักมาก กทม. ฝนลดลงแต่ยังตกต่อเนื่อง
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ก.ย. 69) ภาคกลางตะวันตกฝนหนักมาก กทม. ฝนลดลงแต่ยังตกต่อเนื่อง
ทีทีบี ช่วยลูกค้าน้ำท่วม พักหนี้ 3 เดือนธุรกิจพักเงินต้น 6 เดือน
Finance ทีทีบี ช่วยลูกค้าน้ำท่วม พักหนี้ 3 เดือนธุรกิจพักเงินต้น 6 เดือน
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (27 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.36% อยู่ที่ 84,342 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (27 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.36% อยู่ที่ 84,342 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (27 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (27 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ในหลวง ทรงห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย โปรดเกล้าฯ ตั้งโรงครัวพระราชทาน-ศูนย์พักพิง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง ทรงห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย โปรดเกล้าฯ ตั้งโรงครัวพระราชทาน-ศูนย์พักพิง
อนุทิน ไฟเขียวให้ขยายงบสู้ ‘น้ำท่วม’ ถ้าไม่พอ เปิดช่อง “Work from Home”
Politics อนุทิน ไฟเขียวให้ขยายงบสู้ ‘น้ำท่วม’ ถ้าไม่พอ เปิดช่อง “Work from Home”
ดูทั้งหมด

“สมคิด” อุ้มมนุษย์เงินเดือน ดัน “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 ปั๊มศก.

30 ก.ย. 2562 | 14:50น.
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

“สมคิด” ถอดสลักปัญหาเศรษฐกิจ เล็งต่อมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” เฟส 2 หลังผลตอบรับเกินคาด ชูธงยกระดับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คลุมถึง “มนุษย์เงินเดือน” แถมเพิ่มสิทธิประกันอุบัติเหตุและประกันโรคร้ายที่ “30 บาทรักษาทุกโรค” คลุมไม่ถึง ดันแผนกระตุ้นจ้างงานผู้สูงอายุ เพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเป็น 3-4 เท่า จี้เอกชนเร่งลงทุนช่วงบาทแข็ง สั่งขุนคลังต่อสาย “เจบิก” แจงปมไม่ค้ำประกันเงินกู้ไฮสปีด 3 สนามบิน ยันเคลียร์ ซี.พี.ประเด็นส่งมอบพื้นที่เรียบร้อย มั่นใจได้เซ็นสัญญาหวังจุดพลุความเชื่อมั่นต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อ 25 กันยายนที่ผ่านมาได้มีมติคงดอกเบี้ย 1.5% พร้อมปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2562 ว่าจะขยายตัวเพียง 2.8% ทั้งที่ได้รวมผลพวงจากมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” แล้ว จากเดือน มิ.ย.คาดว่าจะเติบโตระดับ 3.3% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพจากการส่งออกที่ลดลง ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศซบเซาลงกว่าที่คาด

ระดมอัดฉีดมาตรการกระตุ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ที่ความร่วมมือกันของภาคส่วนต่าง ๆ ถ้าช่วยกันก็จะไปได้ดี ก็เป็นข้อจำกัดการทำงานภายใต้รัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็พยายามกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศผ่านโครงการและมาตรการต่าง ๆอย่างโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ที่เปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับเงิน 1,000 บาทก็เป็นการจูงใจให้คนออกมาเที่ยว ดึงคนไปเที่ยวเมืองรอง ไปจับจ่ายใช้สอยสร้างมัลติพลายเออร์ ไม่ใช่แค่ให้คนเที่ยวแต่เป็นการกระตุ้นให้เงินหมุนเวียน

“เชื่อว่าคนไปเที่ยว ไม่ใช้เงินแค่ 1,000 บาทแน่นอน แต่ 1,000 บาทที่รัฐให้แค่ดึงคนออกจากบ้านไปเที่ยวออกไปจับจ่าย ซึ่งการตอบรับดีมาก แต่ละวันที่เปิดลงทะเบียนครบ 1 ล้านคนภายในไม่กี่ชั่วโมง” รองนายกฯกล่าวและว่า

ส่วนที่จะมีการขยายมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” ออกไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับเงิน ซึ่งถ้าจะทำต่อต้องใช้งบประมาณปี 2563 เพราะตอนนี้งบประมาณ 2562 ปิดหมดแล้วซึ่งในมุมมองก็อยากทำให้ต่อเนื่อง เพราะเป็นฤดูท่องเที่ยวซึ่งก็จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ดีขึ้นแต่ในทางปฏิบัติก็ต้องขึ้นอยู่ที่เงินงบประมาณ

ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีประมาณ 1.5 แสนร้านค้า เป้าหมายต้องการให้ไปสู่ร้านค้าย่อยมากขึ้น เพราะร้านค้าถ้าไม่เข้าร่วมก็จะตกขบวน และเสียโอกาส เพราะต่อไปการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่จะส่งลงไปถึงประชาชนก็จะผ่านช่องทางนี้ ถ้าร้านค้าไม่เข้าร่วมก็จะเสียโอกาสที่จะได้เม็ดเงินที่รัฐบาลใส่ลงไป ขณะเดียวกันก็เป็นการดึงร้านค้าทั้งหลายเข้าสู่ระบบภาษี

ช่วยมนุษย์เงินเดือน-รายได้ต่ำ

นายสมคิดกล่าวว่า นอกจากนี้ได้สั่งให้กระทรวงการคลังไปศึกษาแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่รายได้ต่ำซึ่งไม่เคยได้อะไร ว่าจะช่วยอะไรได้ เพราะการช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะเป็นผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ดังนั้นตอนนี้จึงให้ไปหาแนวทางที่จะให้กลุ่มมนุษย์เงินเดือนระดับล่างที่มีภาระ เช่น มีลูก จะทำอย่างไรให้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าคนเหล่านี้อยู่ที่ไหน ก็อาจจะต้องหาวิธีสำรวจเหมือนตอนทำบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย

“คลังต้องเร่งศึกษา เพราะถ้าเรามีข้อมูล เช่น มนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งตั้งตัว มีภาระ เราก็อยากช่วย แต่ต้องมีข้อมูล อยู่ที่ไหน มีรายได้ไม่เกินนี้จริงหรือเปล่า โดยปีหน้าจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลให้ได้ข้อมูลที่แม่นมากขึ้นเรื่อย ๆ คัดกรองคนที่เข้ามา เพื่อป้องกันการสูญเสีย ซึ่งอาจจะมีลูกเล่นใหม่ ๆ เพิ่มเติม” รองนายกฯสมคิดกล่าว

เพิ่มสิทธิประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุ

นอกจากนี้ยังมีนโยบายเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯมากขึ้นโดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ไปศึกษาการทำประกันสุขภาพ โดยให้ครอบคลุมโรคร้ายแรงที่โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคไม่ครอบคลุมถึง หรืออย่างโรคไต ที่เป็นแล้วมีค่าใช้จ่ายมหาศาล รวมถึงการทำประกันอุบัติเหตุก็ทำไมยาก แต่เป็นการสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับผู้มีรายได้น้อย

นายสมคิดกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันในภาวะที่ประเทศมีประชากรสูงวัยมากขึ้น แต่ปัจจุบันพบว่าการจ้างงานผู้สูงอายุยังไม่มาก ซึ่งก็ต้องไปดูว่าทำไมบริษัทต่าง ๆ ถึงไม่จ้างงานผู้สูงอายุ เพราะบางอาชีพก็มีประโยชน์มาก ดังนั้นก็มีการหารือกันว่าจะกระตุ้นการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยให้บริษัทสามารถหักลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เท่าตัว จากปัจจุบันให้ 2 เท่า

ต่อสายเจบิกเคลียร์ปมไฮสปีด

นายสมคิดกล่าวว่า สำหรับในส่วนของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ก็จะต้องผลักดันให้โครงการเดินหน้าไปตามแผน โดยเฉพาะโครงการลงทุนในพื้นที่อีอีซี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ

“กรณีโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เอกชนจะไม่เซ็นสัญญา เราก็ช่วยเต็มที่ ปัญหาเงื่อนไขการเงินก็ไม่น่าติดอะไรแล้ว เพราะกรณีที่ต่างประเทศต้องการให้รัฐค้ำประกันเงินกู้นั้นคงทำไม่ได้ เพราะโครงการเซฟอยู่แล้ว เป็นโครงการของรัฐและจ่ายเงินผ่านอีอีซี ซึ่งได้มอบหมายให้รัฐมนตรีคลัง (นายอุตตม สาวนายน) ต่อสายทำความเข้าใจกับทางเจบิกแล้ว ไม่น่ามีปัญหาอะไร” นายสมคิดกล่าวและว่า

ส่วนเรื่องปัญหาการส่งมอบพื้นที่ตามเส้นทางไฮปีดซึ่งทางกลุ่ม ซี.พี.ต้องการให้ส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดก่อนนั้น การทำโครงการขนาดใหญ่แบบนี้คงทำไม่ได้ ซึ่งก็ได้มีการเคลียร์กับทางผู้บริหาร ซี.พี.แล้วว่าจะส่งมอบโดยแบ่งเป็นท่อน ๆ ซึ่ง ร.ฟ.ท.ก็เห็นด้วยก็น่าจะเริ่มได้ ซึ่งก็เข้าใจว่าทางกลุ่ม ซี.พี.ประมูลได้ในราคาต่ำ กำไรน้อย ก็ต้องมีการเจรจาต่อรองเต็มที่

“อย่างไรก็ตามถ้าโครงการไฮสปีดเซ็นไม่ได้ไม่ใช่ว่าซี.พี.เสียหาย แต่ประเทศที่เสียหาย แต่ผมมองโลกในแง่ดี หวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยภายในกำหนด”

เข็นโครงการแจ้งเกิดอีอีซี

รองนายกฯกล่าวว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเหมือนปั้นดินให้เป็นดาว ต่างประเทศก็เริ่มยอมรับ ดังนั้นต้องพยายามทำดินก้อนนี้ให้เป็นดาวให้ได้ ถ้าโครงการต่าง ๆ เดินได้ก็ทำให้เกิดความมั่นใจ ความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งตอนนี้โครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 เกิดแล้ว ส่วนโครงการไฮสปีด 3 สนามบินก็รอเซ็นสัญญา รวมถึงโครงการสนามบินอู่ตะเภา ถ้าเดินหน้าตามแผนก็จะสามารถสร้างความมั่นใจได้

“ด้วยระบบด้วยกลไกการเมืองพรรคร่วมแบบนี้มันยาก ต้องยอมรับว่าเราเจอสภาพขรุขระ ก็หวังว่าเมื่อทำงานด้วยกันสักพักจะไหลลื่น”

กระทุ้งเอกชนลงทุน

นายสมคิดเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ไปพูดที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่ากรณีเรื่องเงินบาทแข็งค่าอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเอกชนมีการลงทุนน้อยไป ดังนั้นก็ต้องช่วยเร่งลงทุนเครื่องมือเครื่องจักร ปรับปรุงเทคโนโลยี เร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับในอนาคต

“เอกชนอยากให้บาทอ่อน แต่ไม่ลงทุน แล้วจะให้ ธปท.แทรกแซงแต่ละทีก็ต้องใช้ทุนสำรอง ขณะที่ดอลลาร์ออ่อนลงอีก อีกอย่างกระทรวงคลังก็สั่ง ธปท.ไม่ได้ ฉะนั้นสถานการณ์อย่างนี้เอกชนต้องมีความมั่นใจในตัวเองและลงทุนก่อน ถ้าย้อนไป 20 ปีที่แล้ว ค่าเงินบาทอยู่ที่ 25 บาท/ดอลลาร์ พอเกิดต้มยำกุ้งพุ่งไป 50 บาท/ดอลลาร์ สภาพเราตอนนี้ดีกว่าปี 2540 มาก จะอยู่อย่างนั้นได้อย่างไร หรือคุณจะรอให้เงินบาทแข็ง 25 บาทแล้วค่อยลงทุน”

ตอนนี้ก็พยายามผลักดันผ่านช่องทางสภาอุตฯอย่างเต็มที่ เพราะในนี้ซึ่งมีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมทุกจังหวัด ซึ่งต้องช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิด จะมานั่งรอรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ และในภาวะวิกฤต เอกชนที่คิดว่าต้องกำเงินสดไว้นั้นไม่ถูกต้องแล้ว ต้องใช้จังหวะบาทแข็งลงทุนเทคโนโลยี ยกระดับศักยภาพเพื่อลดต้นทุนในอนาคต

เล็งเพิ่ม “ชิมช้อปใช้” หมื่น ล.

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านแคมเปญ “ชิม ช้อป ใช้” ได้รับความสนใจจากประขาชนอย่างท่วมท้น จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าหากครบตามกำหนดเวลา และเป้าหมาย10 ล้านคน 10 วันแล้ว หากยังมีความต้องการเข้าร่วมเพิ่มก็จะขยายเวลาและจำนวนผู้เข้าร่วมไปอีก 1 เท่า คืออีก 10 ล้านคน โดยหากมีการขยายเวลาจำนวนผู้เข้าร่วมก็อาจพิจารณาใช้เงินจากงบประมาณรายจ่าย ในส่วนงบกลาง ปี 2563

ส่วนเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งตามกฎหมายจะใช้งบประมาณปีละ 46,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลกำลังศึกษาวิธีการเพิ่มประกันอุบัติเหตุและสวัสดิการรักษาพยาบาลโรคร้ายแรงเพิ่มเติมคาดว่าจะเพิ่มเป็นเฟส โดยเฟสแรกคงใช้วงเงินไม่มาก ก็จะพิจารณาจากงบกลางเช่นกัน

นายอุตตมกล่าวว่า หลังจากนี้ก็อาจมีมาตรการดูแลด้านการท่องเที่ยวออกมาต่อเนื่อง โดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีโครงการมาเชื่อมต่อเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว ทั้งนี้การจะออกมาตรการเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยกระทรวงการคลังก็มีการประเมินสถานการณ์อยู่ต่อเนื่องทุกสัปดาห์

นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม นายอุตตมกล่าวว่า ที่ประชุมได้อนุมัติการให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าเดือนละ 230 บาทต่อครัวเรือน ตั้งแต่ ต.ค. 2562-ก.ย. 2563 เป็นเวลา 11 เดือน 2.ช่วยเหลือค่าน้ำประปาเดือนละ 100 บาทต่อครัวเรือนเป็นเวลา 11 เดือนเช่นเดียวกัน

และ 3.คืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการในอัตรา 5% ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2562-ก.ย. 2563 โดยมาตรการเหล่านี้จะครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการ 14.6 ล้านคน นอกจากนี้กระทรวงพลังงานและ บมจ. ปตท.ยังมีมาตรการลดภาระค่าก๊าซหุงต้ม ครัวเรือนละ 100 บาท ในส่วนของผู้ถือบัตรสวัสดิการจำนวน 8.8 หมื่นครัวเรือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2562

ชงคุ้มครองอุบัติเหตุ 1 แสน

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สำนักงานคปภ.ได้นำเสนอแผนประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) เพื่อสนับสนุนเพิ่มเข้าไปในบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย(บัตรคนจน) โดยเบื้องต้นได้นำเสนอแผนด้วยอัตราเบี้ยประกันภัยรายย่อยเพียงแค่ 99 บาทต่อปี เฉลี่ยแค่คนละ 8.25 บาทต่อเดือน ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตด้วยทุนประกันภัยที่ 1 แสนบาท ซึ่งจะเริ่มเมื่อไรนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ขณะเดียวกันสำนักงาน คปภ.ยังอยู่ระหว่างศึกษาแผนประกันสุขภาพ โดยพิจารณาในกรณีสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ยังไม่ครอบคลุม

“คปภ. ได้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นตัวผลิตภัณฑ์ไป แต่ในส่วนงบประมาณที่จะหนุนด้วยงบราว ๆ 700-800 ล้านบาทนั้น ขึ้นอยู่กับทางรัฐบาล ซึ่งหากมองว่าใช้งบประมาณเยอะไป ก็สามารถปรับลดทุนความคุ้มครองเหลือแค่ 5 หมื่นบาทเบี้ยก็จะลดลงมาอีกได้” นายสุทธิพลกล่าว