“เบทาโกร” แก้เกมโรค ASF ส่งหมูคุณภาพ 8.5 พันตัว/วัน

หมูเบทาโกร

“เบทาโกร” ติดตาม ASF ใกล้ชิด เน้นคุมคุณภาพ-มาตรฐานตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมช่วยเหลือผู้เลี้ยงรายย่อย ทั้งตรึงราคาอาหารสัตว์-ช่วยส่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำการเลี้ยง เดินหน้าผลิตสุกรวันละ 8,500 ตัวป้อนโรงเชือด 9 แห่งครองส่วนแบ่งตลาด 15%

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ในพื้นที่ จ.นครปฐม จนกระทั่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีมติห้ามส่งออกสุกรมีชีวิต พร้อมกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีปริมาณการเลี้ยง 500 ตัว ห้องเย็นที่มีการเก็บสต๊อกมากกว่า 5,000 กิโลกรัมรายงานสต๊อกต่อกรมการค้าภายในทุก 7 วัน

ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2565 ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ให้บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด จ.พัทลุง ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวกับการเก็บเนื้อสุกร 201,650 กก. ซึ่งทางเครือเบทาโกรได้ออกเอกสารชี้แจงมาว่า การเก็บสต๊อกดังกล่าวเป็นแนวทางการปฏิบัติตามปกติ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดในช่วงเวลา 5-7 วัน เป็นไปตามประกาศของ กกร.



นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ASF อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเฝ้าระวังและยกระดับมาตรการป้องกันการติดเชื้อในฟาร์มสุกรทั้งของบริษัทและคู่ค้าอย่างเข้มงวด โดยดำเนินมาตรการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานในกระบวนการผลิตและระบบต่าง ๆ เพื่อป้องกันโรคในสัตว์

“ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใด ๆ เบทาโกรยังยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับสูงตลอดห่วงโซ่ธุรกิจสุกร ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มสุกร การแปรรูปเนื้อสุกร การปรุงสุก และผลิตภัณฑ์จากสุกรต่าง ๆ รวมถึงวัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนระบบการขนส่งที่มีการติดตามด้วยระบบ GPS tracking เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้ถึงมือลูกค้าปลายทาง”

พร้อมกันนี้บริษัทมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค และมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจสุกรรายย่อย อาทิ การควบคุมราคาอาหารสัตว์ นอกจากนี้ ยังได้มีสัตวแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์และยาฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจสุกรรายย่อยจากสถานการณ์ปัจจุบัน

ด้านนางสาวฐิติภา ลักษณพิสุทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกิจการองค์กรและการสื่อสาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 15% มีกำลังการผลิตสุกรมีชีวิตวันละ 8,500 ตัว และมีการเชือดชำแหละวันละ 7,500 ตัว โดยมีโรงงานเชือดชำแหละ 9 โรงงาน และมีระบบจัดการแบ่งเป็น 7 node ดูแลทั่วประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ลพบุรี สมุทรสาคร และพัทลุง เป็นต้น ส่วนปลายทางเรามีร้านค้าปลีกเบทาโกร 200 สาขา ไม่นับรวมการส่งให้กับร้านค้าและค้าปลีกโมเดิร์นเทรด


สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 มีรายได้ 44,206 ล้านบาท กำไร 2,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีรายได้ 40,365 ล้านบาท กำไร 819 ล้านบาท และปี 2561 รายได้ 40,552 ล้านบาท กำไร 642 ล้านบาท

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ