อว. ดัน “อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค” S-Curve ที่ 4 กางผลงาน 12 ปี ก่อศก. ทะลุ 8.4 หมื่นล้าน
กระทรวง อว. ผนึกเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 44 มหาวิทยาลัย เผยแผนยุทธศาสตร์ ยกระดับบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่กลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเปิดสถิติความสำเร็จตลอด 12 ปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 84,337 ล้านบาท มุ่งสู่ S-Curve ใหม่ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ
ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ เปิดเผยว่า จากการประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผู้แทนจาก 44 มหาวิทยาลัยเครือข่ายทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญคือ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park RSP) กำลังเดินหน้าวางผังอนาคตครั้งสำคัญ เพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” (Total Solutions for Innovation) นำทรัพยากรทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ทั้งงานวิจัย นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือทดสอบ ออกมาต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผลักดันการสร้างธุรกิจนวัตกรรม Startup และ Spin-off ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคมอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2556–2568 อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีตัวเลขความสำเร็จที่น่าสนใจ
ได้แก่ 1.การให้บริการผู้ประกอบการ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการในภูมิภาคแล้วกว่า 33,819 ราย 2.ยกระดับธุรกิจเทคโนโลยี พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการรวม 2,731 ราย 3.สร้างงานทักษะสูง ก่อให้เกิดการจ้างงานด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D Job) ถึง 37,347 อัตรา และ 4.สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Impact) รวมมูลค่าสูงถึง 84,337 ล้านบาท
ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าวถึงวิวัฒนาการของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคผ่าน 4 S-Curves ที่แสดงถึงการเติบโตอย่างเป็นระบบ ได้แก่
S-Curve 1 (พ.ศ. 2547–2555) ถือเป็นช่วงบุกเบิกและวางรากฐาน โดยเริ่มต้นจากการที่หน่วยงานส่วนกลางอย่าง วว. และ สวทช. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลักในพื้นที่เพื่อวางระบบวิทยาศาสตร์ภูมิภาค
S-Curve 2 (พ.ศ. 2556–2562) การบริหารแบบ Hub & Network ปรับโครงสร้างเน้นให้มหาวิทยาลัยหลักในแต่ละภูมิภาคเป็นแม่ข่าย เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา 14 แห่งเข้าร่วมดำเนินงาน
S-Curve 3 (พ.ศ. 2563–2569) ยุคกระทรวง อว. และการขยายเครือข่าย โดยมีการรวมตัวเป็นกระทรวง อว. ช่วยขยายแพลตฟอร์มการทำงานให้ตอบโจทย์เชิงพื้นที่กว้างขึ้น จนมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมมากถึง 44 แห่งทั่วประเทศ
S-Curve 4 (พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป) การ Reprofile สู่การสร้าง Inclusive Impact มุ่งเป้าขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาค ปรับโครงสร้างองค์กร และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมที่สร้างไว้ในแต่ละพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเชื่อมโยงแหล่งทุนที่ชัดเจน เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กระจายตัวอย่างทั่วถึง
“ในยุคที่ระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับมหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องปรับตัวให้ออกนอกรูปแบบเดิมๆ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคจะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) เพื่อเปลี่ยนพลังทางปัญญาของมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างแท้จริง” ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าว