เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เงินเฟ้อ ต.ค. พุ่ง 3.90% น้ำมันดันเกือบ 56% พาณิชย์คงเป้าทั้งปี 1.8-2.2%
Economic เงินเฟ้อ ต.ค. พุ่ง 3.90% น้ำมันดันเกือบ 56% พาณิชย์คงเป้าทั้งปี 1.8-2.2%
หุ้นไทยเปิดดิ่ง 20 จุด DELTA ฉุดหนัก ลุ้น 1,470 เอาอยู่ไหม
Finance หุ้นไทยเปิดดิ่ง 20 จุด DELTA ฉุดหนัก ลุ้น 1,470 เอาอยู่ไหม
คปภ. ดัน AI พลิกโฉมประกันภัย ลดต้นทุน-เคลมไว ลุ้นบริการใหม่ปี’70
Finance คปภ. ดัน AI พลิกโฉมประกันภัย ลดต้นทุน-เคลมไว ลุ้นบริการใหม่ปี’70
คิมี อันโตเนลลี แชมป์โลกอายุน้อยที่สุดของ F1
Automotive คิมี อันโตเนลลี แชมป์โลกอายุน้อยที่สุดของ F1
ราคาทองวันนี้ (6 พ.ย. 69) ปรับลด 850 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 พ.ย. 69) ปรับลด 850 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,200 บาท
หุ้นไทยเสี่ยงร่วงตามตลาดโลก! จับตาหุ้นเทคฯ กดดัน SET โบรกฯ ชูหุ้นปันผลเด่นรับจังหวะย่อ
Finance หุ้นไทยเสี่ยงร่วงตามตลาดโลก! จับตาหุ้นเทคฯ กดดัน SET โบรกฯ ชูหุ้นปันผลเด่นรับจังหวะย่อ
เทขายระส่ำเอเชีย! ตลาดหุ้นร่วงยกแผง ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจเบรกลงทุน AI
Finance เทขายระส่ำเอเชีย! ตลาดหุ้นร่วงยกแผง ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจเบรกลงทุน AI
Political 101 การเมือง โคตรโหด
Politics Political 101 การเมือง โคตรโหด
ขนสัตว์เลี้ยงเข้าปอดได้จริงไหมข้อสงสัยที่คนเลี้ยงหมาแมวต้องรู้
Biz Movement ขนสัตว์เลี้ยงเข้าปอดได้จริงไหมข้อสงสัยที่คนเลี้ยงหมาแมวต้องรู้
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ดูทั้งหมด

หุ้นดี PE 50 เท่า-

09 มี.ค. 2561 | 07:00น.

คอลัมน์ จัตุรัสนักลงทุน

โดย คนขายของ

การวิเคราะห์หุ้นเพื่อการลงทุนมักมีการแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ หนึ่ง เชิงคุณภาพ ซึ่งมักพิจารณาว่า บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ มีกลยุทธ์เหนือคู่แข่งไหม ผู้บริหารเก่งกาจเพียงใด และสอง เชิงปริมาณ ซึ่งมักใช้อัตราส่วนทางการเงินในการเปรียบเทียบ เช่น ราคาหุ้นต่อกำไร อัตราผลตอบแทนเงินปันผล หรือความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ผลจะเป็นอย่างไร หากนักลงทุนเข้าไปซื้อหุ้น ซึ่งหากวิเคราะห์เชิงคุณภาพแล้วพบว่า “ยอดเยี่ยม” แต่หากวิเคราะห์ในเชิงปริมาณจะพบว่า ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน ?

เพื่อตอบคำถามนี้ ผมจึงเลือกหุ้นจากรายชื่อ 2018 Most Admired Companies ซึ่งจัดทำโดยนิตยสาร Fortune ซึ่งบริษัทชั้นนำเหล่านี้ถูกเลือกโดยผู้บริหารระดับสูง, กรรมการบริษัท และนักวิเคราะห์ จำนวนกว่า 3,900 คน ว่าเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการชั้นเลิศ เป็นที่ยกย่องของคนในวงการ เพื่อเป็นการเลือกเฟ้นว่า บริษัทเหล่านี้ คือ บริษัทที่มี “คุณภาพ” ชั้นยอด

โดยจากทั้งหมด 50 บริษัท ผมเลือกมา 15 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทที่คนไทยคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์และบริการเป็นอย่างดี ได้แก่ 1) American Express 2) P&G 3) Apple 4) Starbucks 5) Disney 6) FedEx 7) Nike 8) Coke 9) Johnson & Johnson 10) McDonalds 11) 3M 12) Marriott 13) Boeing 14) GE และ 15) ExxonMobil

ขั้นต่อมา ผมเลือกบริษัทระดับ PE ที่ 50 เท่า ซึ่งเป็นระดับซึ่งสูงกว่าค่า PE เฉลี่ยของหุ้นในดัชนี S&P500 ในช่วง 118 ปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า เพื่อแสดงว่าเป็นระดับที่หุ้นนั้น ๆ มีมูลค่าที่ดูเหมือนว่าไม่คุ้มกับการลงทุน หลังจากนี้ ผมย้อนกลับไปดูข้อมูลราคาหุ้นย้อนหลัง 20 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 เพื่อจะดูว่า หากนักลงทุนซื้อหุ้นใน 15 ตัวนี้ที่ราคาซึ่งมี PE มากกว่า 50 เท่า ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งใน 20 ปีนี้ แล้วถือมาจนถึงปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ?

ผลปรากฏว่าจากหุ้น super stocks 15 ตัวที่เลือกมา มีอยู่ 6 ตัวซึ่ง PE ไม่เคยไปแตะระดับ 50 เท่าเลย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และหุ้น 9 ตัวที่เคยขึ้นไปสัมผัสระดับความแพงสุดขีด คือ 1) Apple 2) Starbucks 3) Disney 4) FedEx 5) Nike 6) Coke 7) Marriott 8) Boeing และ 9) GE แล้วถ้าตัดสินใจซื้อหุ้นเหล่านี้ ณ จุดที่ PE มากกว่า 50 เท่า ผลในวันนี้จะเป็นอย่างไร ? พบว่ามีหุ้นแปดจากเก้าตัวที่ได้กำไร และช่วงกำไรก็มีตั้งแต่ 45% จนถึงมากกว่า 200 เท่า ส่วนหุ้นหนึ่งตัวที่ขาดทุนนั้นติดลบไปราว 75%

เราได้ข้อคิดอะไรจากการศึกษาเรื่องนี้บ้าง ? หนึ่ง การซื้อหุ้น PE สูง ซึ่งดูเหมือนมีความเสี่ยง แต่ก็ไม่ใช่การลงทุนที่เลวร้ายในทุกกรณีไป การละเลยหุ้นบ้างตัวเพราะปัจจัยเรื่องของ PE เพียงอย่างเดียวอาจทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสกำไรก้อนโตได้ ถ้าหากนักลงทุนสนใจลงรายละเอียดเพิ่มอีกสักหน่อย ขุดค้นไปเพื่อดูว่าที่ PE หุ้นตัวนั้นขึ้นไปสูงเพราะอะไร เราอาจพบว่าที่ PE สูงนั้นเพราะมีเหตุการณ์ผิดปกติ ทำให้ตลาดตื่นตกใจขายหุ้นออกมา แท้จริงแล้วช่วงนั้นอาจจะเป็นนาทีทองของการลงทุนก็ได้

อย่างกรณีของ Boeing ซึ่งหลังเกิดเหตุก่อการร้ายเครื่องบินชนตึก World Trade Center ในปี 2001 ทำให้อุตสาหกรรมการบินอยู่ในขาลง กำไรของบริษัทลดลงอย่างน่าใจหายถึง 75% ในปี 2002 ทำให้ในบางช่วงของปี หุ้นของบริษัทซื้อขายกันที่ PE สูงเกิน 100 เท่า แต่ถ้านักลงทุนตัดสินใจซื้อหุ้นในวันนั้น แล้วทนถือมาจนวันนี้จะได้กำไรถึง 10 เท่า ไม่รวมเงินปันผล

สอง หุ้นดีไม่จำเป็นต้องมี PE สูงก็ได้ จากหุ้นที่เลือกมา 15 ตัว มีถึง 6 ตัว ซึ่ง PE ไม่เคยอยู่ในระดับสูงเลย ซื้อขายแบบช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม อย่างหุ้นของบริษัท 3M ซึ่งตลอด 20 ปี ซื้อขายกันอยู่ในช่วง PE ระดับ 10-36 เท่า ซึ่งกำไรของบริษัทก็ค่อย ๆ เติบโตไปเรื่อยอย่างแข็งแกร่ง จากเพียง 1.17 พันล้านเหรียญ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มาเป็น 4.85 พันล้านเหรียญ ในปี 2017 ซึ่งราคาหุ้นก็ตอบสนองไปในทิศทางเดียวกัน

สาม กิจการที่เราศึกษาในบทความนี้ เป็นกิจการที่แข็งแกร่งระดับโลก ซึ่งมีเครือข่ายในหลายประเทศ มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และทีมงานผู้บริหารที่สุดยอด ในช่วงที่บริษัทมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เปิดตลาดใหม่ หรือมีกลยุทธ์การลดต้นทุนใหม่ อาจจะทำให้ตลาดชื่นชอบใจ ปรับราคาให้ไปซื้อขายกันที่ PE สูงได้ แต่สำหรับบางกิจการในไทย ซึ่งถ้าวิเคราะห์กันด้านคุณภาพของกิจการก็เห็นว่าไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก มาร์จิ้นก็โดนทั้งคู่ค้าและลูกค้ากดดันตลอด ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็ไม่มีออกสู่ตลาด แต่ราคากลับยืนอยู่ในระดับที่สูงมาก ถ้าเราพบเจอหุ้นเหล่านี้ก็น่าจะมองข้ามไปหากิจการอื่น ๆ ซึ่งน่าจะเสี่ยงน้อยกว่า แต่มีคุณภาพสูงกว่า น่าจะดีกว่า

ในบทความหน้า เราจะมาต่อกันในหัวข้อที่ว่า หากเราตั้งธง PE ไว้ในใจว่า หุ้นที่เราลงทุนจะต้องมี PE ไม่เกิน 10-12 เท่า เกินกว่านั้นจะไม่ซื้อ ถ้าคิดอย่างนี้ เราจะมีโอกาสได้ซื้อ super stocks 15 ตัวด้านบนนี้หรือไม่ ? และถ้ามี…โอกาสนั้นจะเกิดขึ้นกี่ครั้งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ?

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้