ทุนจีนฮุบหมู “สมิธฟิลด์ฟู้ดส์” คุมเกมขึ้นภาษีตอบโต้ “US”-
ผู้เลี้ยงหมูไทยส่อเค้าซดแห้ว ไม่ได้อานิสงส์สงครามการค้าจีน-สหรัฐ เหตุกลุ่มทุนจีนทุ่มแสนล้านเข้าฮุบ “สมิธฟิลด์ ฟู้ดส์” ผู้ค้าหมูครบวงจรรายใหญ่สุดของโลกในสหรัฐ ผู้เลี้ยงเมินผล TIFA เดินหน้าค้านนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ
นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงกรณีจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าถั่วเหลือง หมู จากสหรัฐ ในอัตรา 25% ซึ่งเป็นการตอบโต้กรณีที่สหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก และอะลูมิเนียม ที่นำเข้าจากจีนในอัตรา 10-25% อีกทั้งยังจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้า
ต่าง ๆ จากจีนจำนวนมากนั้น คาดว่าในที่สุดแล้วไทยอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกสินค้าหมูเข้าไปยังตลาดจีนมากนัก
เนื่องจากกลุ่มทุนจีนได้เข้าไปซื้อกิจการบริษัทสมิธฟิลด์ ฟู้ดส์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอาหารและหมูครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกจากสหรัฐด้วยมูลค่าหลายแสนล้านบาทเมื่อ 2-3 ปีก่อน ดังนั้น หากจีนเก็บภาษีนำเข้าเนื้อหมูจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนจีนในสหรัฐค่อนข้างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาจีนเป็นผู้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐสูงเป็นอันดับต้น ๆ
“นอกจากผู้เลี้ยงหมูของไทยจะไม่ได้อานิสงส์ในการส่งหมูเข้าจีนตอนใต้แล้ว ขณะนี้มีผู้ประกอบการในไทยหลายรายยื่นขออนุมัติต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) และกรมปศุสัตว์ นำเข้าชิ้นส่วนหมูปริมาณ 1.7 หมื่นตัน โดยอ้างว่านำเข้ามาผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งอาจไม่ได้นำไปผลิตอาหารสัตว์ทั้งหมด การนำเข้าครั้งนี้ในปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อราคาเนื้อหมูภายในประเทศได้”
ส่วนกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้เจรจากรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ (TIFA) ซึ่งสหรัฐขอให้ไทยเปิดรับการนำเข้าหมูจากสหรัฐในเงื่อนไขไม่มีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนนั้น นายนิพัฒน์กล่าวว่า แม้จะมีเงื่อนไขนี้ก็ยังอาจส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงไทย ต้องขาดทุนหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความจริงปริมาณหมูไทยยังไม่เข้าสู่จุดสมดุล ทางสมาคมยืนยันคัดค้านการนำเข้าให้ถึงที่สุด หากเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐจะประสบปัญหาคล้ายกับเวียดนามที่เกิดปัญหาราคาหมูตกต่ำเหลือ กก.ละ 42-48 บาทเท่านั้น ขณะที่มีต้นทุนการเลี้ยงใกล้เคียงไทย (ส่วนราคาหมูเป็นของไทยช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ อยู่ที่ กก.ละ 58-60 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เท่ากับต้นทุนการผลิตเท่านั้น)
ก่อนหน้านี้ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเข้าร่วมการประชุม TIFA ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2561 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ โดยสหรัฐเรียกร้องให้ไทยยอมรับค่าความปลอดภัยของสารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ในเนื้อหมูและเครื่องใน ตามมาตรฐาน Codex ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจงให้เห็นว่าจะต้องมีการศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกันอย่างรอบด้านต่อไป
พร้อมกันนี้ ไทยหยิบยกประเด็นขอให้สหรัฐยกเว้นการใช้มาตรการตามมาตรา 232 ปรับขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากไทย เนื่องจากไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐน้อย ทั้งยังได้เร่งปรับปรุงร่างแก้ไข
พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน พ.ศ. …. เพื่อแก้ปัญหาการทุ่มตลาด และการสวมสิทธิ์
ขณะเดียวกันไทยแจ้งความคืบหน้าในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและแรงงาน ภายหลังจากสหรัฐพิจารณาต่ออายุ GSP รวมทั้งขอให้สหรัฐรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ และส้มโอของไทย เพื่อให้สามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐได้
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
