เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
การรถไฟฯ เปิด SRT Bangkok Connex กรุงเทพฯ-อยุธยา เริ่ม 1 ส.ค.
Economic การรถไฟฯ เปิด SRT Bangkok Connex กรุงเทพฯ-อยุธยา เริ่ม 1 ส.ค.
ศูนย์การค้า Happitat แลนด์มาร์กใหม่ย่านบางนา พร้อมเปิดบริการ 21 ส.ค.นี้
Real Estate ศูนย์การค้า Happitat แลนด์มาร์กใหม่ย่านบางนา พร้อมเปิดบริการ 21 ส.ค.นี้
อรรษิษฐ์ เผย มติ กสถ. โละบัญชีสอบท้องถิ่น เรียงลำดับใหม่ทั้งหมด 5,924 คน
Politics อรรษิษฐ์ เผย มติ กสถ. โละบัญชีสอบท้องถิ่น เรียงลำดับใหม่ทั้งหมด 5,924 คน
ไปรษณีย์ไทย ปลุกเทรนด์ส่งท้ายบอลโลก 2026 ดัน “โปสต์การ์ดออนไลน์” ลุ้นทอง 7 ล้าน
Biz Movement ไปรษณีย์ไทย ปลุกเทรนด์ส่งท้ายบอลโลก 2026 ดัน “โปสต์การ์ดออนไลน์” ลุ้นทอง 7 ล้าน
กสถ. สัปดาห์หน้า ลงนามเพิกถอน 5,924 คน พร้อมประกาศบัญชีใหม่
Politics กสถ. สัปดาห์หน้า ลงนามเพิกถอน 5,924 คน พร้อมประกาศบัญชีใหม่
เริ่มแล้วเทศกาลความเร็ว “IMPACT Speed Fest 2026”  
Automotive เริ่มแล้วเทศกาลความเร็ว “IMPACT Speed Fest 2026”  
อนุทิน ถก ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีน ดึง AI การลงทุน และอุตสาหกรรมอนาคต
Politics อนุทิน ถก ‘สี จิ้นผิง’ เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีน ดึง AI การลงทุน และอุตสาหกรรมอนาคต
ไต้หวันต่อฟรีวีซ่า 14 วันคนไทยอีก 1 ปี ถึง 31 ก.ค. 70
Business ไต้หวันต่อฟรีวีซ่า 14 วันคนไทยอีก 1 ปี ถึง 31 ก.ค. 70
ORN กวาดยอดขาย 80% ลุยคอนโด “ภูเก็ต-สมุย”
Real Estate ORN กวาดยอดขาย 80% ลุยคอนโด “ภูเก็ต-สมุย”
เปิดรายละเอียดสูตรบำนาญ CARE เพิ่มบำนาญเฉลี่ย 10% กองทุนสำรองเพิ่ม 2.7 แสนล้าน
HR เปิดรายละเอียดสูตรบำนาญ CARE เพิ่มบำนาญเฉลี่ย 10% กองทุนสำรองเพิ่ม 2.7 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

“เชฟรอน-ปตท.” ทุ่มสุดตัว ชิงแหล่งก๊าซบงกช-เอราวัณ

28 ก.ย. 2561 | 07:00น.

“ปตท.สผ.-เชฟรอน” ชิงดำประมูลปิโตรเลียมแหล่งบงกช-เอราวัณ ชิมลางระบบใหม่ PSC แบ่งปันผลผลิต คาดรู้ผลแพ้-ชนะต้นปีหน้า ด้านเครือข่ายประชาชนต้านหนัก ทำหนังสือถึง “บิ๊กตู่” ค้านระบบ PSC อ้างรัฐได้รับผลประโยชน์น้อย ควรเปิดประมูลระบบรับจ้างผลิต SC จะดีกว่า กรมเชื้อเพลิงชี้รายได้จาก 2 แหล่งเข้ารัฐ มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดทางบริษัทตกขบวนร่วมแจมได้หลัง 1 ปี

การประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 พื้นที่ 4,501 ตารางกิโลเมตร กับ G2/61 พื้นที่ 3,247 ตารางกิโลเมตร หรือแหล่งบงกช-เอราวัณ เดิมที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 ได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนยื่นข้อเสนอการประมูลในวันที่ 25 กันยายน 2561 โดยการยื่นประมูลในครั้งนี้เป็นการยื่นประมูลภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

โดยผู้ยื่นข้อเสนอการประมูล ซึ่งผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นไปแล้วในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะต้องยื่นเอกสารจำนวน 4 ซอง ประกอบไปด้วย ซองที่ 1 เป็นซองด้านคุณสมบัติของผู้ประกอบการปิโตรเลียมตามกฎหมาย, ซองที่ 2 การยอมรับเงื่อนไขให้ภาครัฐเข้าร่วมในสัดส่วน 25%, ซองที่ 3 ข้อเสนอทางเทคนิค ซึ่งประกอบด้วย แผนการลงทุน-แผนการพัฒนาแหล่ง-แผนช่วงรอยต่อ กับซองที่ 4 ซองด้านผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ

เชฟรอน-ปตท.มาตามนัด

ล่าสุด ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการยื่นเอกสารจำนวน 4 ซอง ตามเงื่อนไขขั้นตอนการยื่นข้อเสนอการประมูลเข้ามา ปรากฏวันนี้ มีผู้ประกอบการเข้ามายื่นแค่ 4 ราย ใน 2 แหล่งผลิต ได้แก่ แปลง G1/61 มีผู้ยื่น 2 ราย คือ 1) บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited ร่วมกับบริษัท MP G2 (Thailand) กับ 2) บริษัท Chevron Thailand Holdings ร่วมกับบริษัท Mitsui Oil Exploration Company Ltd.

ส่วนแปลง G2/61 มีผู้ยื่น 2 รายเช่นกัน คือ 1) บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited กับ 2) บริษัท Chevron Thailand Holdings ร่วมกับ Mitsui Oil Exploration Company Ltd. โดยมีข้อสังเกตว่า บริษัท Taltal E&P Thailand, บริษัท MP L21 (Thailand) และบริษัท OMVAktiengesellschaft ซึ่งผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นในเดือนพฤษภาคม ไม่ได้มายื่นซองเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้

2 เงื่อนไขหลักในระบบ PSC

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการพิจารณาซองทั้ง 4 ซองที่ยื่นเข้ามาว่า จะพิจารณาพร้อมกัน หากเกณฑ์ทางเทคนิคไม่ผ่าน “เราจะไม่รับพิจารณาต่อ” เรื่องความสามารถในการผลิตก็สำคัญ โดยผู้ชนะจะต้องผลิตได้อย่างต่อเนื่อง “ไม่น้อยกว่า” ปริมาณก๊าซที่ผลิตอยู่เดิม เพราะต้องสร้างหลักประกันความมั่นคงที่สำคัญก็คือ แหล่งบงกช เป็นแหล่งสำคัญของประเทศ ผลิตได้ประมาณ 60-70% ของความต้องการใช้ก๊าซของประเทศไทย

ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการสร้างความมั่นคงของแหล่งพลังงานของประเทศ กระทรวงพลังงานจึงกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญไว้ว่า 1) ผู้รับดำเนินการต่อต้องมีขีดความสามารถในการรับดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง สิ้นสุดสัญญา 23 เมษายน 2565 ในเที่ยงคืนวันที่ 24 เมษายน 2565 ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ชนะการประมูลต้องผลิตได้ต่อเนื่องทันที ในปริมาณไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน กับ 2) ราคาที่จะเสนอจะต้อง “ต่ำกว่า” ราคาที่ซื้อก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในปัจจุบัน เพราะเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงหลักของการผลิตไฟฟ้าในประเทศ หากเราไม่สามารถจัดหาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งที่เราผลิตเองในราคาที่ไม่แพงจากปัจจุบันก็จะไปกระทบกับราคาค่าไฟฟ้าที่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.60 บาท/หน่วย

หากการเปิดประมูลในระบบ PSC ครั้งนี้ปรากฏ ผู้ชนะเป็นรายใหม่ที่ไม่ใช่เจ้าของสัมปทานเดิมในแหล่งบงกช-เอราวัณ ก็จะต้องมีขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านระหว่างผู้รับสัมปทานรายเดิมที่หมดอายุลง กับผู้ชนะการประมูลในระบบ PSC รายใหม่ จากแท่นผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งเดิมนับรวมกันได้ 278 แท่น จะต้องทำอย่างไร เพราะการส่งผ่านมือในแต่ละแท่นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ผู้ที่ชนะประมูลรายใหม่จะต้องไปดูในรายละเอียดว่า จะผลิตต่อหรือไปสร้างแท่นใหม่ ถ้าไม่ผลิตต่อต้องไปรื้อถอนแท่น กระบวนการตรงนี้จะมีการตัดสินใจร่วมกันระหว่างกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบ กับผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา “ในส่วนนี้เดิมเราวางขั้นตอนทางเทคนิคคัดเลือกแท่น หากผู้ชนะการประมูลเป็นรายใหม่ไว้ 5 ปี แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะเหลือเวลาอีก 3 ปี จึงต้องลดระยะเวลาลง แต่ยังต้องทำทุกขั้นตอนเหมือนเดิม” ดร.ศิริกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานคาดการณ์ไว้ว่า การพัฒนาปิโตรเลียมทั้ง 2 แหล่ง (G1/61 กับ G2/61) จะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้รัฐในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และส่วนแบ่งกำไร ประมาณ 800,000 ล้านบาท ตลอดจนก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยในสัดส่วน 80% ในปีแรก และอย่างน้อย 90% ในปีที่ 5 ตามเงื่อนไขหลักสำคัญที่ระบุไว้ใน TOR นอกจากนั้นยังช่วยลดการนำเข้าก๊าซ LPG จากต่างประเทศได้ ประมาณ 22 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 460,000 ล้านบาท และยังก่อให้เกิดการลงทุนหมุนเวียนในประเทศอีกประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

กระแสคัดค้าน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กำลังดำเนินการตามขั้นตอนยื่นข้อเสนอในการประมูลอยู่นั้น ทางเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศประมาณ 50 คน ก็ได้รวมตัวกันหน้ากระทรวงพลังงาน เพื่อคัดค้านการเปิดประมูลแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ พร้อมออกแถลงการณ์จดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองทุกพรรค องค์กรภาคเอกชนทุกองค์กร เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งเอกชนผู้ร่วมประมูล

โดยเชิญชวนตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ร่วมมือแก้จัดการพลังงานปิโตรเลียมให้เป็นธรรมกับประชาชน โดยได้ขอให้รัฐบาลชะลอการจัดสรรปิโตรเลียมแหล่งบงกชและเอราวัณออกไปก่อน โดยให้ตั้งกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ภาครัฐ ภาคประชาชน และคนกลางให้มีการแก้ไข TOR เพื่อปรับเงื่อนไขให้เป็นระบบจ้างผลิตก่อน โดยอ้างว่าหากใช้ระบบนี้ รัฐจะได้ส่วนแบ่งมากกว่าเอกชน แทนระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมให้เสร็จภายใน 3 เดือน

คู่แข่งน้อยราย

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ยอมรับวันนี้อาจมีผู้ยื่นข้อเสนอมีน้อยราย อย่างโททาลก็ถอนตัวไป ซึ่งอาจเป็นเพราะเงื่อนไขของเรามีไม่มากพอที่จะจูงใจให้เข้ามา ซึ่งหากสนใจภายหลังก็สามารถเข้ามาได้ แต่ต้องรอหลัง 1 ปี ส่วนสิทธิ์เดิมหมดแล้วก็หมดไปเลย สำหรับข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐเข้าร่วมได้นั้น เรายังไม่ทราบยังตอบไม่ได้ แต่ตามระบุไว้ถ้ารัฐหรือรัฐวิสาหกิจจะเข้าร่วมได้ก็ทำได้ ตามกำหนดไว้ 25% เรื่องนี้ต้องประเมินก่อน

อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าภาครัฐต้องเข้าร่วมต้องลงทุนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ต้องเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการปิโตรเลียมก่อน จึงจะสามารถสรุปข้อนี้ได้สำหรับเม็ดเงินลงทุนครั้งนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”