ไพบูลย์ อังคณากรกุล “อาซีฟา” ผู้วางระบบไฟฟ้าบิ๊กโปรเจ็กต์-
สัมภาษณ์
เคยรู้หรือไม่ว่าวงจรและระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ภายในอาคาร โรงแรมขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า โรงไฟฟ้า รวมถึงสนามบินทุกแห่งทั่วประเทศ ใครคือผู้รับผิดชอบงานระบบที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “ไพบูลย์ อังคณากรกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) ถึงแผนการดำเนินงานและลงทุนในอนาคตของ “อาซีฟา” หนึ่งในบริษัทผู้ผลิต จำหน่าย ส่งจ่าย และวางระบบอุปกรณ์ไฟฟ้า สัญชาติไทย ที่เรียกตนเองว่ารายเล็ก ๆ แต่สามารถเข้าไปสู่โครงการระดับอภิมหาโปรเจ็กต์ทั้งหลายอย่างไอคอนสยาม สนามบินสุวรรณภูมิ หรือแม้แต่ 5 โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะเกิดขึ้นใน EEC ได้โดยศักยภาพของตนเอง บวกกับความชำนาญนานถึง 21 ปี
แผนดำเนินงานปี 2562
กลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัทเป็นงานรับเหมาก่อสร้าง งานเหมาระบบ ให้กับรายใหญ่ที่ทำโครงการขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มคอมเมอร์เชียลบิลดิ้ง โรงแรม โรงไฟฟ้า อาคาร มีพอร์ตงานผลิต/จำหน่าย 60% เช่น อุปกรณ์สวิตช์บอร์ดไฟฟ้า คอนโทรล และพอร์ตงานด้านบริการวางระบบ 40% ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้ใช้เงินลงทุนกว่า 150 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งมีอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 60-65% สำหรับปี 2562 จะเป็นเพียงการใช้เงิน 30 ล้านบาท ในการปรับปรุงเครื่องจักรเท่านั้น และจะลงทุนเพิ่มอีกครั้งในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งเราจะกลับมาคุยกันว่าเราจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตอีกเท่าไร
แต่จะเข้าร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ซัพพลายเออร์กับบริษัทที่เข้าร่วมประมูลในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น EEC project list ทั้ง 5 โครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดซองประมูล ทั้งสนามบินอยู่ตะเภาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมทั้งอาคารในพื้นที่ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เนื่องจากโครงการเหล่านี้มีความจำเป็นที่ต้องมีการวางระบบไฟที่มีคุณภาพ มีการบริการที่ต่อเนื่อง และความสัมพันธ์ที่ดีที่เรามีกับกลุ่มบริษัทที่เข้าร่วมประมูล
การได้รับพอร์ตงานเหล่านี้ไม่เพียงต้องใช้ความร่วมมือกันมานาน แต่ต้องใช้ความชำนาญและศักยภาพของบริษัทที่ทำมา ซึ่งส่วนที่มาจาก EEC มีสัดส่วนกว่า 50% ของพอร์ตงานทั้งหมด และแน่นอนว่ามันเป็นการประเมินหากโครงการใน EEC เกิดขึ้นจริงที่อาจจะเริ่มเห็นการก่อสร้างในปี 2563 เพราะปีหน้า 2562 จะเป็นเพียงการเคลียร์พื้นที่เท่านั้น จะส่งผลต่อรายได้ในอีก 5 ปี ที่คาดจะเพิ่ม 50% ซึ่งสำหรับปีนี้ 2561 ที่คาดว่าจะมีรายรับ 3,000 ล้านบาท
นอกจากโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เหล่านั้นแล้ว ยังมีกลุ่มพลังงานทดแทน อย่างแหล่งกักเก็บพลังงาน (energy storage)
อย่างไรก็ตาม พอร์ตงานหลักของเราจะมาจากภาคการลงทุนของอุตสาหกรรม เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น เมื่อไรที่มีการลงทุนตั้งโรงงาน ก่อสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการต่าง ๆ ขนาดใหญ่มากก็จะส่งผลให้เราได้อานิสงส์มากตามไปด้วย ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 10% ของพอร์ตงานเฉพาะการผลิตอุปกรณ์สวิตช์ไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท
ครองพอร์ตงานทุกสนามบิน
เราสามารถเข้างานในการวางระบบสวิตช์บอร์ดในสนามบินทุกแห่ง ซึ่งเรามีพอร์ตงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ อย่างงานล่าสุดเรากำลังจะเข้าที่สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา สนามบินเบตง จ.ยะลา รวมถึงสนามบินอื่น ๆ ที่กำลังจะก่อสร้าง การที่เราได้งานสนามบินมามากเป็นเพราะการที่ประเทศไทยมีการท่องเที่ยวเติบโต สายการบินเพิ่มเที่ยวบิน ทำให้ทุกจังหวัดต้องพัฒนาและสร้างสนามบินขึ้นมารองรับ ส่วนเราเองทำงานมานาน ทำให้เราได้งานสนามบินแทบทุกแห่ง
นอกจากในประเทศแล้ว บริษัทยังมีที่พ่วงงานกับโครงการของภาคเอกชนไทยที่ออกไปลงทุนด้วย อย่างที่ประเทศออสเตรเลีย ดูไบ ที่นั่นมีบางโครงการอย่างโรงเหล็ก หรืออย่างบางประเทศที่มีเอกชนไปตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โครงการเหล่านี้ทำให้เราสามารถพ่วงงานออกไปได้ด้วย ส่วนงานที่เราผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศยังมีไม่มาก ซึ่งต้องดูว่าคุ้มที่จะส่งออกหรือไม่
ความท้าทายของธุรกิจ
ธุรกิจนี้มีความท้าทายตรงที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา การสื่อสารที่มาเร็ว การที่ต้องใช้วิศวกรเฉพาะทาง บวกกับการที่ลูกค้าไม่เข้าใจงานระบบที่ยังคงไม่เห็นถึงความสำคัญ และลูกค้าบางรายมองที่ราคามากกว่า
แต่เราต้องเข้าใจว่างานระบบต้องใช้ความชำนาญ ความปลอดภัย เมื่ออะไรที่เปลี่ยนแปลงแน่นอนว่าเราต้องปรับตัวตาม และเราก็ทำมาตลอด อย่างล่าสุดกำลังจะพัฒนาระบบที่ใช้ IOT (internet of thing) เข้ามาควบคุมสวิตช์ไฟฟ้าผ่านระบบมือถือและการตรวจสอบดูข้อมูลการใช้งานผ่านระบบนี้ได้เลย ซึ่งจะเป็นการจับมือคู่กับพาร์ตเนอร์รายหนึ่ง ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่ เราจะเริ่มใช้ต้นปี 2562 ได้เลยทันที
แนวโน้มตลาดปีหน้า
ยังคงสามารถเติบโตได้เพราะหลายธุรกิจมีการลงทุน เราจะเห็นได้จากนโยบายของภาครัฐที่ทำให้เกิดโครงการใหญ่ ๆ มีการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม มันสะท้อนให้เราเห็นว่านักลงทุนจากต่างประเทศมีความมั่นใจในตัวประเทศไทยมากขึ้น มีการบริโภคขึ้นในประเทศ มีการจับจ่ายใช้สอย
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีนักลงทุนบางกลุ่มที่ยังต้องรอประเมินสถานการณ์ทางการเมืองช่วงต้นปีหน้าเช่นกัน อย่างรายกลาง ๆ เพื่อดูนโยบายของรัฐ ดูภาพรวมเศรษฐกิจ
สำหรับปีนี้จากหลาย ๆ สถานการณ์ที่ผ่านมา จึงคาดว่าบริษัทจะเติบโตได้ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย หรือโตอยู่ที่ประมาณ 5-10% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะโตได้ถึง 15% เนื่องจากมันเป็นจังหวะของงานโครงการขนาดใหญ่ที่ปีนี้ต้องชะลอไป และบางโครงการยังไม่สามารถก่อสร้างเสร็จได้ตามแผน และเรายังไม่เห็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนจริง ๆ แต่ถ้าหากเราจะประเมินคาดว่าปีหน้าทั้งปีงานที่ชะลอไปจะกลับมาตามเดิม ดังนั้น ปี 2562 จึงคาดว่าจะสามารถเติบโตได้ถึง 10% เพราะเราเองก็ยังมองไม่เห็นอุปสรรคอะไร
ข้อเสนอภาครัฐ
ที่ผ่านมาเราดูแลและช่วยเหลือกันเองในกลุ่มของผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ผลิตไฟฟ้า เราไม่มีห้องทดสอบ (lab) ทำให้เราต้องพึ่งพาตนเอง หากทำได้เราก็อยากให้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาพัฒนา และสนับสนุนให้กับกลุ่มผู้ผลิตบ้าง
อย่างเช่น การพัฒนานำนวัตกรรมเข้ามาใช้ เพื่อที่อุตสาหกรรมของเหล่าผู้ผลิตจะได้นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาพัฒนาให้ได้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ขึ้นมา มันช่วยได้ทั้งการแข่งขัน ช่วยได้ทั้งการที่เราจะมีสินค้าจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code
