อาเซียนกับประเทศคู่เจรจา กระชับสายใย ไทย-อินเดีย-
คอลัมน ระดมสมอง
โดย ประดาป พิบูล
ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อาเซียนมุ่งพัฒนาโดยมีมิตรประเทศที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ และมีผลประโยชน์ร่วมกันที่เรียกว่า “ประเทศคู่เจรจา” ทั้งหมด 9 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เกาหลีใต้ จีน อินเดีย รัสเซีย และอีก 2 กลุ่มประเทศ ได้แก่ สหประชาชาติและสหภาพยุโรป รวมทั้งสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และปากีสถาน ซึ่งร่วมมือกันเฉพาะในบางสาขา
สำหรับปีนี้ (2560) “อินเดีย” มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะครบรอบ 25 ปีแห่งความสัมพันธ์กับอาเซียน และสายใยทางการทูตกับไทยครบ 70 ปี จึงเป็นโอกาสอันดีที่อาเซียนและไทยควรให้ความสนใจอินเดียมากขึ้น
ก่อนหน้านี้สถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ได้พยายามปรับทัศนคติคนไทยโดยพิมพ์หนังสือออกเผยแพร่สองเล่ม ได้แก่ “มองอินเดียใหม่ : เปิดโลกธุรกิจอินเดีย มุมมองใหม่ที่คุณไม่เคยรู้” (ปี 2558) และ “ถอดรหัสอินเดีย 2015 : รู้จัก รู้ใจกุญแจความสำเร็จของธุรกิจไทยในแดนภารตะ”
โลกได้เปลี่ยนไปมากจากเมื่อต้นศตวรรษนี้ อินเดียในปัจจุบันได้ปรับตัวไปอย่างเกินความคาดหมายภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี นเรนทร โมที ซึ่งในปี 2555 ได้ตกลงกับผู้นำทั้งสิบของอาเซียน ยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”
เพื่อกระตุ้นให้คนไทย ชาวอาเซียน และต่างชาติ ตระหนักถึงสถานภาพของอินเดียในยุค 4.0 ทางการไทยได้จัดเวทีอภิปรายและนิทรรศการด้านธุรกิจ อาเซียน-อินเดีย 2017 ขึ้น ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำในพิธีเปิดว่า “อาเซียน-อินเดีย เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก” และได้แสดงความชื่นชมที่มีภาคธุรกิจจากอาเซียนและอินเดียเข้าร่วมงานถึง 219 บริษัท (โดยมี 94 รายจากไทย และ 48 รายจากอินเดีย)
ภาพลักษณ์ใหม่ของอินเดียที่ปรากฏจากเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อสนเทศที่เด่น ๆ ได้แก่ 1.การดำเนินนโยบาย “รุกตะวันออก” แทนนโยบาย “มุ่งตะวันออก” โดยให้ความสำคัญและผลักดันการลงมือปฏิบัติเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอาเซียน เสริมสร้างห่วงลูกโซ่ในกระบวนการผลิตและเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งในหลายรูปแบบ 2.การส่งเสริมนโยบาย “ผลิตในอินเดีย” เพื่อสร้างงานให้ประชาชน ด้วยการปฏิรูปกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขภาษีการค้าและบริการให้มีอัตราเดียวกันทั้งประเทศ ในช่วงแรกอินเดียจะให้การสนับสนุนอุตสาหกรรม 25 สาขา อาทิ การก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องไฟฟ้าและการบิน
3.อินเดียเป็นตลาดใหญ่ ด้วยประชากร 1,300 ล้านคนมีชนชั้นกลาง 350 ล้าน เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ด้วยมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใน 5 ปีข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัวร้อยละ 7.3 ทุกปี (ข้อมูลจากโออีซีดี ปี 2560) 4.การเตรียมความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขบวนการผลิตจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สิ่งของที่ใช้ประจำวันเชื่อมโยงสื่อสารกันได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และการสร้างโรงงานที่ใช้ระบบดิจิทัล 5.สนับสนุน Start up เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้งนี้โดยจะปรับระบบเศรษฐกิจให้เหมาะกับการค้าและธุรกิจที่ใช้ระบบดิจิทัล
6.เมื่อปีที่แล้ว ชาวอินเดียมาเที่ยวเมืองไทยถึง 1.2 ล้านคนนับว่ามากเป็นอันดับ 6 และใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 5,600 บาทต่อคน 7.อินเดียเป็นสะพานเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคทางเศรษฐกิจที่สำคัญสองกลุ่มคือ BIMSTEC หรือ บิมสเตก (บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา ไทย เนปาล และ ภูฎาน) ซึ่งขณะนี้กำลังร่างแผนแม่บทการเชื่อมโยงระหว่างกัน อันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งอาเซียนได้ประสบความสำเร็จมาแล้วจากยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง 2553 อีกกลุ่มได้แก่ SAARC หรือซาร์ค (อินเดียและเอเชียใต้ ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และมัลดีฟ)
อาเซียนและอินเดียมีความตกลงการค้าเสรี ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของอินเดีย มีมูลค่า 2.7 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2559) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโบไอได้ให้สิทธิพิเศษกับ 15 โครงการของอินเดีย มูลค่า 922 ล้านบาท บริษัทอินเดียระดับยักษ์ใหญ่ อาทิ แอลแอนด์ที คอนสตรัคชั่น ลงทุนด้านพลังงานในจังหวัดเลย กลุ่มอดิตยาเบอร์ลา ด้านเคมีภัณฑ์ ทาทาสตีล ผลิตรถกระบะ กลุ่มอินโดรามา ด้านสิ่งทอและกลุ่มเดินเรือพรีเชียสชิพปิ้ง ด้านชิพปิ้ง
ส่วนบริษัทไทยที่รุกเข้าไปในอินเดียมีอาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ธนาคารกรุงไทย อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ปูนซิเมนต์ไทย ไทยยูเนียน พฤกษา เรียลเอสเตท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และไทยซัมมิท โอโตพาร์ท
ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจไทยจะหันมา “รุกตะวันตกรุกอินเดีย” อย่างจริงจัง มิฉะนั้นก็อาจจะ “ตกขบวนรถไฟและตามคู่แข่งไม่ทัน” ดังที่สถานทูตไทยได้เตือนไว้