คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เป็นธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย ปัจจุบันเพิ่งมีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพ โดยมีผู้บริหารคนไทย “วุธว์ ธนิตติราภรณ์” เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คนใหม่ หลัง “พอล วอง ชี คิน” สิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2568 ซึ่งผู้นำทัพคนใหม่เพิ่งเปิดตัวให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในทริป “CIMB THAI’s Media Trip 2025” ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 21-23 ก.ค.ที่ผ่านมา
แบงก์ไม่ง่าย-วิกฤตทรัมป์หนัก
โดย “วุธว์” กล่าวว่า หลังเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอ ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2568 ปัจจุบันครบ 3 เดือนพอดี ซึ่งยอมรับว่าการทำธุรกิจธนาคารไม่ง่าย และความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐ เรียกได้ว่า “วิกฤตทรัมป์” ยากกว่า “วิกฤตโควิด” เพราะภาษียังมีความไม่แน่นอนสูง และยังไม่รู้จะจบตรงไหน สร้างความผันผวนให้กับตลาด เศรษฐกิจโลกและไทย ต่างจากวิกฤตโควิดที่รู้ถึงผลกระทบ
“เศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน เนื่องจาก Tariffs ยังไม่นิ่ง และเป็นความเสี่ยงที่เราไม่รู้ หลายประเทศที่มีการเจรจาก็ยังไม่จบ และการเจรจาไม่ใช่แค่เรื่องของการเงินหรือภาษี แต่มีเรื่องปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็น ‘Game Changer’ ในระยะต่อไป ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”
ตั้งสำรอง-เตรียมลูกค้ารับมือ
ภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดเดา หรือประเมินได้ เป็น Unknow Risk ธนาคารจึงต้องระมัดระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยได้ทำแบบประเมินผลกระทบ (Stress Test) ทั้งของธนาคาร และลูกค้า ซึ่งมีการคุยกับกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เพื่อดูความต้องการ ว่าจะให้ธนาคารช่วยอย่างไร แล้วเร่งวางแผนร่วมกัน แต่ปัจจุบันยังไม่ได้มีลูกค้าเข้ามาขอความช่วยเหลืออย่างเป็นนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ธนาคารยังติดตามดูแลผลกระทบที่จะเกิดกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด
“สิ่งที่เรากลัว คือ ความเสี่ยงที่เป็น Unknow Risk สิ่งที่ทำให้ทิศทางในครึ่งปีหลังยังคงมีความเสี่ยงอยู่ แม้ว่าจะเห็นหลายประเทศมีการเจรจา แต่การเจรจายังไม่จบ แต่สิ่งที่เราเห็นคือ Disconnection ของซัพพลายเชนใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะเกิด Supply Shock ได้ สิ่งที่เราทำ ก็พูดคุยกับลูกค้า และการทำให้ Balance Sheet ของเราแข็งแรง เพื่อให้มี Buffer รองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง ทำให้เห็นการตั้งสำรองหนี้ไว้เผื่อสถานการณ์ดังกล่าว”
ลุยยุทธศาสตร์ “Forward30”
“วุธว์” กล่าวว่า ซีไอเอ็มบี ไทย ภายใต้ CIMB Group มีเครือข่ายสาขาใน 10 ประเทศ มีฐานลูกค้าทั้งหมด 28 ล้านคน และพนักงานกว่า 3 หมื่นคน เป็นธนาคารอันดับ 2 ในประเทศมาเลเซีย และอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียน ส่วนในไทยก็ดำเนินธุรกิจมาแล้ว 15 ปี กำลังเข้าสู่ปีที่ 16 ล่าสุดได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ “Forward30” ซึ่งเป็นแผนระยะ 6 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2573 ต่อจาก “Forward23”
“หากย้อนดูผลงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้แผน Forward23+ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย สามารถทำรายได้และสินเชื่อเติบโต 2 เท่า หรือประมาณ 24% ในการสนับสนุนลูกค้าขนาดใหญ่ขยายธุรกิจไปยังอาเซียน นอกจากนี้ ยังสามารถยกระดับธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) สู่ผู้นำตลาด มีฐานลูกค้าเติบโต 35% มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) เติบโตเพิ่มขึ้น 30% มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เป็นอันดับ 1 ในตลาดพันธบัตร (บอนด์)”
ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดการทำธุรกรรม Payment Solution เติบโตก้าวกระโดด โดยในแง่จำนวนรายการเติบโตเพิ่มขึ้น 105% และรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตมากกว่า 100% ส่งผลต่อการเติบโตของเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 67% จากปี 2543 อยู่ที่ 48%
มุ่งหน้าสู่ “Digital Banking”
“วุธว์” กล่าวอีกว่า ธนาคารยังเดินหน้าสู่การเป็น “Digital Banking” โดยมีจำนวนลูกค้าที่ทำธุรกรรมผ่าน Digital เกิน 90% ตลอดจนด้านความยั่งยืน CIMB ต้องการเป็นผู้นำ หรือ Market Leader ของอาเซียนในด้านความยั่งยืน ซึ่งจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่าง ๆ ในระยะต่อไป
“Capital ที่ CIMB Group ลงทุนในประเทศไทย ประมาณ 10% แม้ว่าสัดส่วนรายได้ที่เราทำให้กรุ๊ปยังไม่ถึง 10% แต่เราก็คาดหวังจะไปให้ได้ 10% เช่นเดียวกับ ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งแต่ละประเทศมี Landscape ไม่เหมือนกัน เช่น มาเลเซีย 15% สิงคโปร์ 19% CIMB Group อยู่ที่ 11-12% ส่วนแบงก์ไทยจะเห็นว่าไม่ถึง 2 หลัก แต่ทุกคนพยายามไปให้ถึง ซึ่งเราก็เห็นโอกาสการเติบโตในอาเซียน และโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ของลูกค้า เพื่อให้เกิดผลตอบแทนกลับมา”
ปักธง “Niche Bank” อาเซียน
ทั้งนี้ ธนาคารมุ่งมั่นจะเป็น “Niche Bank” ธนาคารที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แข็งแกร่งระดับอาเซียน โดยธนาคารตั้งเป้าตอบโจทย์ลูกค้าแบบครบวงจร (End to End Solution) ต่อยอดการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และเป็นแบบ Cross-sell มากยิ่งขึ้น จะช่วยเรื่องการเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่รายได้ดอกเบี้ย ซึ่งลูกค้าจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ลูกค้ารายใหญ่ กลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง และลูกค้ารายย่อย
“เป้าหมาย หรือ Key หลักของแผน Forward30 ของธนาคาร คือ ต้องการเป็น Niche Bank ที่หมายถึงว่า ผมเป็นทุกอย่างให้คุณไม่ได้ แต่จะเป็นคนสำคัญของลูกค้า โดยจะจูงมือลูกค้าเติบโตไปในอาเซียน แข่งขันในจุดที่เราเชี่ยวชาญในเรื่องของอาเซียน เพราะเรามีเครือข่ายสาขา และฐานลูกค้าแต่ละประเทศค่อนข้างลึก ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตลูกค้าได้”
ตั้งเป้าเพิ่มรายได้อาเซียน 2 เท่า
สำหรับเป้าหมายภายใต้ “Niche Bank” นั้น ธนาคารตั้งเป้าภายในปี 2573 จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากอาเซียนเป็น 2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 10% โดยยังมองว่าลูกค้ามีความต้องการขยายการเติบโตไปในอาเซียน เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มการผลิต หรือลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาต่อยอดในเรื่องของซัพพลายเชน เช่น Data Center เป็นต้น
ต่อยอดบริหารความมั่งคั่ง
“วุธว์” กล่าวอีกว่า ด้าน Wealth Management ธนาคารยังคงต่อยอดความเป็นผู้นำธุรกิจ โดยจะไม่เน้นนั่งขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่จะช่วยลูกค้าบริหารเงินในกระเป๋า เป็นธนาคารที่ช่วยดูแลกระเป๋า Saving Life Cycle ของลูกค้าเป็นหลัก เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกัน ทั้งนี้ ตั้งเป้าเพิ่ม AUM เป็น 2 เท่า
นอกจากนี้ยังจะต่อยอดเรื่องความยั่งยืน โดยธนาคารตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) 100% ภายในปี 2573 และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนเป็น 20% หรือ 2 หมื่นล้านบาท ภายใน 2 ปีนี้
“ทั้งหมดนี้เป็นแผนภายใต้ Niche Bank ซึ่งจะเป็น Journey ภายใน 6 ปีของธนาคาร แต่เราก็คงต้องมารีวิวแผนทุกปี ว่าทำได้ขนาดไหน อะไรทำได้แค่ไหน แล้วสินเชื่อจะต้องโตแค่ไหน ซึ่งก็ต้องเชื่อมกับการเติบโตของ GDP โดยสินเชื่อควรจะต้องสูงกว่า GDP 1.5-2 เท่า”