คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ราคาทองปรับขึ้นร้อนแรงทำ All Time High แตะ 3,578 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วติดต่อกัน 7 วัน ราว 200 ดอลลาร์ จากความไม่แน่นอนเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมั่นเงินดอลลาร์ลดลง
ส่งผลให้ทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุน 4 ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องและมีโอกาสทำ All Time High ประกอบด้วย 1.ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีการค้าของทรัมป์ 2.อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐที่เป็นขาลง 3.การแทรกแซงทางการเมืองต่อเฟดที่เป็นองค์กรอิสระมากขึ้น 4.แรงซื้อทองคำจากกองทุนเอทีเอฟทองคำและธนาคารกลาง
ฮั่วเซ่งเฮงคาดการณ์ราคาทองคำเป้าหมายในปีนี้ ที่ 3,600 ดอลลาร์ และมีโอกาสแตะ 3,780 ดอลลาร์ ราคาทองคำทางด้านเทคนิคมีรูปแบบ Symmetrical Triangle หลังจากเดือนเมษายนที่ราคาทองคำปรับขึ้นทำ All Time High 3,500 ดอลลาร์ และเคลื่อนไหวในกรอบสามเหลี่ยมมา 4 เดือน ในที่สุดราคาปรับขึ้น Break out ที่ 3,400 ดอลลาร์ขึ้นมาได้เมื่อวันพฤหัสฯที่ 28 สิงหาคม หลังจากนั้นมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง เป้าหมายแรกของราคาทองคำทางด้านเทคนิคอยู่ที่ 3,590-3,600 ดอลลาร์ และเป้าหมายถัดไป 3,780 ดอลลาร์
ราคาทองคำทางด้านปัจจัยพื้นฐานให้ไว้ที่ 3,630 ดอลลาร์ ซึ่งมีสมมุติฐานว่าราคาทองคำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 28% ในช่วงเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยในอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้ได้คำนวณจากราคาทองคำอยู่ที่ 2,841 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่สหรัฐเริ่มทำสงครามการค้ากับจีนในสมัยทรัมป์ 2.0
4 ปัจจัยขับเคลื่อนราคาทองทำ All Time High
1.ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีการค้าของทรัมป์
สิ่งที่ตามมาคือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก หลังศาลอุทธรณ์สหรัฐมีคำตัดสินว่ามาตรการเก็บภาษีการค้าของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่ามีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีในวงกว้างได้ ซึ่งศาลอนุญาตให้ภาษีดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่าทรัมป์ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ปี 1977 (IEEPA) ได้หรือไม่
นอกจากนี้ได้ขอให้ศาลสูงสุดตัดสินใจว่าจะรับพิจารณาคดีหรือไม่ภายในวันที่ 10 กันยายน และขอให้มีการเร่งกระบวนการพิจารณาคดี ส่งผลให้ในช่วงเวลาต่อจากนี้ธุรกิจในประเทศและประเทศคู่ค้ากำลังรอดูว่าศาลสูงสุดสหรัฐจะรับพิจารณาคดีนี้หรือไม่ และถ้ารับพิจารณาคำตัดสินของศาลจะออกมาในรูปแบบไหน
หากศาลสูงยืนยันคำตัดสินของคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ เกิดคำถามว่า
(1) สหรัฐจะต้องคืนเงินภาษีนำเข้าที่เก็บมาแล้วหรือไม่ อาจสร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดการเงิน
(2) ข้อตกลงทางการค้าที่ดีลสำเร็จแล้วจะต้องมีการกำหนดอัตราภาษีใหม่และเจรจาใหม่หรือไม่ และยังสร้างความปั่นป่วนให้การเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ ๆ ที่ยังไม่เสร็จสิ้น
หากศาลสูงพลิกคำตัดสินของศาลอุทธรณ์และยืนข้างฝ่ายรัฐบาลทรัมป์ ก็อาจเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ทรัมป์ใช้กฎหมาย IEEPA ได้อย่างก้าวร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งการตัดสินที่เข้าข้างทรัมป์ก็อาจมีความเป็นไปได้ เนื่องจาก 6 ใน 9 ผู้พิพากษามาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดีพรรครีพับลิกัน รวมถึง 3 คนที่ทรัมป์แต่งตั้งในสมัยแรก
2.อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐที่เป็นขาลง
ฮั่วเซ่งเฮงคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้ ในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน โดยคาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% หลังจากตัวเลขการจ้างงาน NFP อ่อนแอ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเพียง 35,000 ตำแหน่ง/เดือน ซึ่งในมุมมองของตลาดคาดว่าจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ 0.50% และในปี 2569 จะลดดอกเบี้ย 0.75% การประชุมครั้งนี้ที่สำคัญคือการเปิดเผย Dot Plot หรือประมาณการอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่ง Dot Plot ล่าสุดเดือนมิถุนายนเฟดคาดการณ์ว่าจะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ 0.50% และในปี 2569-2570 จะชะลอลดอัตราดอกเบี้ย โดยจะปรับลดดอกเบี้ยเพียงปีละ 0.25% เท่านั้น ซึ่งฮั่วเซ่งเฮงคาดว่าเฟดจะมีการปรับประมาณการ Dot Plot อาจจะต้องเร่งลดดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในกลางเดือนกันยายน
3.การแทรกแซงทางการเมืองต่อเฟดที่เป็นองค์กรอิสระมากขึ้น
ทรัมป์ได้กดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยหลายครั้งและขู่ว่าจะปลดพาวเวลล์ออกจากตำแหน่งประธานเฟด ประเด็นที่ร้อนแรงคือทรัมป์สั่งปลดผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก จากคณะกรรมการผู้ว่าเฟด นำไปสู่การฟ้องร้องคุ้มครองชั่วคราวให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ซึ่งในช่วงเวลานี้อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดที่ทรัมป์แต่งตั้งเพิ่มขึ้นอีก 1 คน จากเดิมมี 3 คน ใน 7 คน ส่วนคณะกรรมการ FOMC ในการลงมตินโยบายการเงินมีทั้งหมด 12 คน แต่สิ่งที่สำคัญคือกระทบทางลบต่อความเชื่อมั่นต่อสหรัฐและเงินดอลลาร์มีแนวโน้มเสื่อมค่าลง
4.แรงซื้อทองคำจากกองทุนเอทีเอฟทองคำและธนาคารกลาง
ในปีนี้กองทุนอีทีเอฟทองคำเริ่มกลับมาซื้อทองคำอย่างหนัก หลังจากที่ขายทองคำติดต่อกันมา 4 ปี ซึ่งในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ กองทุนอีทีเอฟทองคำเข้ามาซื้อทองคำราว 420 ตัน มีการถือครองทอง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมที่ 3,639 ตัน เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ส่วนกองทุน SPDR ที่เป็นกองทุนอีทีเอฟทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้เข้ามาซื้อทองคำในปีนี้ (ณ วันที่ 4 กันยายน) 109.5 ตัน มีการถือครองทอง 981.97 ตัน
ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำราว 425 ตัน ถึงแม้ว่าลดลงเมื่อเทียบกับช่วงของปีก่อน และในเดือนกรกฎาคมซื้อทองเพียง 10 ตัน เนื่องจากราคาทองคำเพิ่มขึ้น แต่คาดว่ามีแนวโน้มที่จะซื้อทองคำในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากการลดพึ่งพาเงินดอลลาร์ (Dedollarization) ของกลุ่ม BRICS และประเทศตลาดเกิดใหม่คาดยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการประเมินว่าเงินดอลลาร์จะเสื่อมค่าลงในอนาคต
ทาง Metals Focus คาดธนาคารกลางจะเข้าซื้อทองคำในปีนี้ ราว 900 ตัน หลังจากได้เข้าซื้อทองคำเกิน 1 พันตันติดต่อกันมา 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2565