Skip to content

“TDRI-แบงก์” ชงยกเครื่องประเทศ ปฏิรูประบบราชการ-รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ

03 ต.ค. 2568 | 07:23น.
“TDRI-แบงก์” ชงยกเครื่องประเทศ ปฏิรูประบบราชการ-รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ

ประเทศไทยผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ มาถึง 13 ฉบับแล้ว โดยปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนแทบจะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ได้ทั้งหมด ซึ่งจะสร้างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไทยตามมาอีกมาก หากการเตรียมการรับมือ หรือการปรับโครงสร้างประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจทำไม่ทันการณ์

ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดประชุมประจำปี 2568 หัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform” ขึ้น โดยมุ่งสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงสถาบันที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมจะถูกนำไปใช้ปรับปรุงการขับเคลื่อนแผนฯ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ในช่วงเวลาที่เหลือ และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการจัดทำแผนฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒน์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 5% มาต่อเนื่อง นับตั้งแต่แผนฯ ฉบับที่ 10 เป็นต้นมา ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของประเทศปรับตัวลดลงเรื่อย ๆ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนา

“ประเทศไทยไม่อาจพัฒนาไปได้ไกล หากยังคงมีโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ เราจำเป็นจะต้องยกเครื่องโครงสร้าง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น สร้างความหวัง และปลดล็อกศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศ”

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนฯ ฉบับที่ 13 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ดำเนินผ่านโครงการจำนวน 9,132 โครงการ ขับเคลื่อนผ่านแผนระดับ 3 รวม 1,230 แผน แม้แผนฯ ฉบับที่ 13 จะดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุน การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ยังไม่ก้าวหน้าพอ หลายด้านยังไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างแท้จริง

ปฏิรูป “ระบบ” ราชการต้องจริงจัง

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของระบบราชการคือ “ระบบ” ไม่ใช่ปัญหาเชิงปัจเจกบุคคล เพราะมีข้าราชการที่เก่งและทุ่มเทในการทำงานจำนวนมาก ซึ่งถ้ามองจากมุมมองของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ จะยิ่งรู้สึกว่าระบบราชการเป็นตัวถ่วงต่อการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

โดยประเทศไทยได้พูดถึงการปฏิรูประบบราชการกันมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่สามารถบรรลุผลอย่างที่คาดหวังไว้ ซึ่งมีข้อสังเกตถึงสาเหตุ ดังนี้

1.มีการทำให้ระบบราชการเป็นสมัยใหม่มากขึ้น (Modernization) แต่ไม่ได้นำไปสู่การพลิกโฉมของระบบ (Transformation) คือนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมในการทำงาน เปลี่ยนวิธีให้บริการ หรือทำให้สมัยใหม่มากขึ้น แต่ไม่มีการเปลี่ยนเรื่องธรรมาภิบาล (Governance)

2.ระบบราชการเกิดการแตกกล่องมากขึ้น แต่ไม่มีการยุบรวม หรือควบรวมกล่องเหมือนในต่างประเทศ เมื่อมีการแตกกล่องมากขึ้น แต่ละหน่วยงานก็ปฏิบัติงานภายใต้กรอบกฎหมาย กติกาที่ได้รับมา ส่งผลให้เกิดปัญหาในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่ให้บริการภาคประชาชนและสังคม เพราะไม่มีการลดหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกัน

3.ยึดกรอบกฎหมายเดิมเป็นหลัก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ส่วนปัญหาใหม่ที่ต้องเผชิญไม่มีกระบวนการออก ปรับปรุง ตีความ และใช้กฎหมายอย่างที่เท่าทัน

4.วัฒนธรรมองค์กรของระบบราชการ เมื่อการเมืองมีบทบาทในระบบราชการมากขึ้น ทำให้เห็นวัฒนธรรมการอุปถัมภ์มากกว่าการสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่ไม่ได้อิงจากความสามารถอย่างชัดเจน ซึ่งเน้นพิธีกรรมมากกว่าความยั่งยืน

“วัฒนธรรมของภาครัฐกลายเป็นวัฒนธรรมของการหนีความเสี่ยง ไม่กล้ารับความเสี่ยง ไม่กล้าบริหารจัดการความเสี่ยง ในขณะที่เรากำลังเผชิญโจทย์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยวัฒนธรรมที่สะสมกันมา ทำให้ปัญหาหลายอย่างที่ต้องมีการตัดสินใจถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ และการยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนก็ค่อย ๆ หายไปจากระบบราชการไทย”

8 แนวทาง “ยกเครื่อง” โครงสร้าง

ดร.วิรไทกล่าวว่า หากจะปฏิรูประบบราชการให้เกิดผลได้อย่างที่คาดหวัง และไม่ได้ถูกมองเป็นตัวถ่วงของการพัฒนาประเทศไทย ต้อง “ยกเครื่อง” โครงสร้าง 8 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

1.จัดการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขแรกที่ต้องทำก่อนการปฏิรูปอื่น ๆ เพื่อสร้างความไว้วางใจ โดยต้องจัดการโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะกินรวบ (Extractive) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีการคอร์รัปชั่นอยู่ในระดับที่สูง ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่กระจายผลประโยชน์ได้อย่างเท่าทัน (Inclusive)

2.จำกัดอำนาจและบทบาทรัฐ โดยภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) และผู้กำกับดูแล (Regulator) ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ (Operator) ในเรื่องที่เอกชนทำได้ดีกว่า

3.ยกเลิกกติกา กฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยแบบเหมาเข่ง พร้อมทั้งปฏิรูปกระบวนการปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจัง โดยตั้งหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระมาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย แทนที่จะให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายประเมินตัวเอง

4.เปลี่ยนกระบวนการในการทำงาน ให้ความสำคัญกับการ Redesign Process เน้นการคิดแบบครบวงจร โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง แทนการจัดโครงสร้างองค์กรแบบเดิม ๆ

5.สร้างความรับผิดชอบ (Accountability) ที่ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น โดยเฉพาะอำนาจในการบริการและการคลัง เพื่อลดโครงสร้างแบบหัวโตในส่วนกลาง รวมถึงลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน

6.เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร จากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง และกล้าตัดสินใจในเรื่องใหม่ ๆ

7.สร้างภูมิคุ้มกันทางการคลังให้ภาครัฐ โดยลดขนาดภาครัฐ ไม่ทำลายพวก Automatic stabilizer ในด้านรายได้ และบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐแทนการเป็นหน่วยงานสร้างรายจ่ายภาครัฐ

8.ทำ Digital Transformation ภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การนำข้อมูลขึ้นระบบ (Digitization) แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลของทั้งระบบราชการ

รัฐบาลมีเวลา 4 เดือนก็ทำได้

“ใน 8 เรื่องนี้หลายอย่างสามารถทำได้เลย แม้ว่ารัฐบาลจะมีระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือนก็ตาม แต่หลายอย่างอาจจะใช้เวลาเพิ่มมากขึ้น ผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งธงและเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขในทิศทางถูกต้องจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้”

ดร.วิรไทกล่าวว่า สิ่งที่ควรต้องทำก่อน คือการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูปกฎเกณฑ์กติกาของภาครัฐ และต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง เพราะถ้าติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง รัฐบาลที่คิดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศแค่เพียงช่วง 4 เดือน อาจจะกลายเป็นอยู่ได้ 8 เดือน หรือถึง 4 ปี 8 เดือนได้ ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแต่เรื่อง Quick Win แต่เพียงอย่างเดียว

โครงสร้างเศรษฐกิจไม่เอื้อเอสเอ็มอี

ดร.ปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีตเคยเป็น Pro-Business เอื้อต่อผู้ประกอบการทั่วไป แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่และทุนข้ามชาติ จนท้ายที่สุดกลายเป็น “โปรธุรกิจสีเทาโดยไม่ตั้งใจ” ซึ่งกำลังบั่นทอนเอสเอ็มอีที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของการจ้างงานไทย

“ตอนนี้ธุรกิจขนาดใหญ่เมื่อแข่งไม่ได้ ก็มาแย่งตลาดเอสเอ็มอี หรือธุรกิจใต้ดินขึ้นมา ธุรกิจขนาดเล็กในระบบกำลังจะตาย เอสเอ็มอีมีหนี้เสียวิ่งขึ้นตลอด แบงก์ใส่เงินลงไปก็เจ๊ง และอัตราการรอดตายของเอสเอ็มอีที่วัด 3 ปีแล้วยังรอดเหลือแค่ 10% ถือว่าเป็นสัญญาณที่น่ากลัวมาก”

ดร.ปิติระบุว่า สถานการณ์นี้เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดช่องให้มีการติดสินบนเพื่อขอใบอนุญาต จนทำให้ธุรกิจสีเทาและทุนต่างชาติสามารถเติบโตได้สะดวก ขณะที่เอสเอ็มอีไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งยังถูกเบียดแย่งตลาดโดยผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศ

“หากไม่เร่งเดินหน้าการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เอสเอ็มอีไทยจะทยอยล้มหายไป การอัดซอฟต์โลน หรือค้ำประกันเครดิตก็ไม่สามารถช่วยได้ เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันหายไปแล้ว ซึ่งปัญหานี้จะลุกลามไปสู่รายได้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในที่สุด”

ชงรัฐบาลสร้าง “Reinvent Thailand”

ดร.ปิติกล่าวว่า ภารกิจที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการได้ภายในระยะเวลาบริหารประเทศที่มีอยู่จำกัด จำเป็นต้องสร้าง “Reinvent Thailand” เพื่อเป็นพิมพ์เขียวการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยภาคประชาชนต้องเร่งแก้ที่หนี้ครัวเรือน และการเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ

ขณะที่ภาคธุรกิจต้องแยกธุรกิจที่ดีและธุรกิจที่ไม่ดี โดยเสนอให้มีมาตรฐานในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างแต้มต่อให้ SMEs และ Supply Chain ของไทย คล้ายกับนโยบาย Local Content ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในอดีต

ด้านภาครัฐ ควรใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีอยู่แล้ว ยกระดับการให้บริการสาธารณะ (Public Service) ขึ้นสู่ระบบออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโมเมนตัมการปฏิรูประบบราชการ และให้ประชาชนเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เดินหน้าได้ต่อเนื่อง พร้อมทั้งเรื่องการสร้างสวัสดิการ เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 10% จะได้เงินเพิ่มอีก 4 แสนล้าน และนำรายได้ตรงนี้มาสร้างสวัสดิการแบบใหม่

“การยกเครื่องโครงสร้างต้องแยกกระตุ้น ซ่อม สร้างออกจากกัน และทุกนโยบายกระตุ้นต้องนำไปสู่การซ่อมและสร้างโครงสร้างใหม่เสมอ หากมีเจตจำนงร่วมกัน เรื่องยาก ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย”