Skip to content

FDI โลกไม่ได้หาย แค่เลือกที่จะไป โอกาส ASEAN ในโลกแตกแยก

16 ต.ค. 2568 | 08:12น.
FDI โลกไม่ได้หาย แค่เลือกที่จะไป โอกาส ASEAN ในโลกแตกแยก
คอลัมน์ : มองข้ามชอต
ผู้เขียน : ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค 
        ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) กลายเป็น “เข็มทิศ” สำคัญที่สะท้อนทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจโลก

นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง โลกการค้าและการลงทุนถูกเขย่าอีกครั้งด้วยนโยบายกีดกันและการแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ FDI ไม่ได้กระจายตัวเหมือนเดิม แต่เลือกไหลไปยังประเทศที่มีเสถียรภาพ เชื่อถือได้ และมีศักยภาพเติบโต

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ อาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยต้องอ่านเกมให้ขาด เพื่อคว้าโอกาสใหม่ที่กำลังเปิดกว้างขึ้นให้ได้

FDI โลกหดตัว แต่กำลังเปลี่ยนทิศ หาจุดสมดุลใหม่ FDI ไหลเข้าทั่วโลกในปี 2024 หดตัว 11% YOY เหลือราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพการหดตัวสองหลักติดกันสองปีเช่นนี้ สะท้อนบรรยากาศการลงทุนโลกที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ FDI ไม่ได้หดตัวในทุกประเทศ แต่เลือกประเทศผู้ลงทุน

FDI กระจุกตัวในภูมิภาคที่มีศักยภาพและนโยบายสนับสนุนชัดเจน เช่น US +20% YOY ASEAN (+10%) อเมริกากลาง (+4%) และแอฟริกา (+85% ทำสถิติสูงสุด) ขณะที่ EU หดตัว -58% YOY จีน -29% ในภาพรวมของ 10 อันดับแรกของประเทศผู้รับ FDI มีสัดส่วนสูงถึง 75% ของ FDI โลก จะเห็นได้ว่า FDI ไปยังบางภูมิภาคในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งสะท้อนบทบาทเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค South-South ที่มากขึ้น

หากดูจำนวนโครงการ Greenfield FDI ที่มักใช้เป็นเครื่องชี้สะท้อนการลงทุนใหม่ในอนาคตเติบโตขึ้น +3% ในปี 2024 เกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 75% ของโครงการใหม่มุ่งลงทุน “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Fabs) ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ (EV และ Battery Gigafactories) แร่สำคัญ (Critical Minerals) และพลังงานสะอาด (Low-Emissions Energy) โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก/เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดียในภูมิภาคเอเชียใต้ และละตินอเมริกา

แม้โลกจะมีแนวโน้มแตกขั้วชัดเจนขึ้น เทรนด์นี้สะท้อนว่า FDI โลกยังคงมองหา “ฐานการผลิตใหม่” ในประเทศพันธมิตรที่มีเสถียรภาพ แข่งขัน และเชื่อถือได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ชิปอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยังเติบโตโดดเด่นมากในประเทศพันธมิตรของสหรัฐ และตลาดใหญ่ในเอเชีย

ASEAN จุดหมายใหม่ในโลกแตกขั้ว ในโลกที่กำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น ภูมิภาค Global South โดยเฉพาะ ASEAN กลายเป็นหนึ่งใน “พื้นที่ปลอดภัยการลงทุน (FDI Safe Haven)” ที่นักลงทุนต่างชาติมองหา ด้วยจุดแข็งด้านความเป็นกลาง เสถียรภาพ และศักยภาพในการเติบโต

สำหรับสหรัฐและสหภาพยุโรป แม้จะผลักดันนโยบายอุดหนุนการลงทุนในประเทศ/กลับประเทศ (Reshoring) เช่น CHIPS Act และ Inflation Reduction Act แต่ก็ยังต้องพึ่งพาเครือข่ายพันธมิตรในเอเชียสำหรับขั้นตอนการผลิตปลายทาง เช่น การประกอบชิ้นส่วน การทดสอบคุณภาพ และการกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน จีน แม้ยังคงเป็นฐานการผลิตหลักของโลก แต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากเริ่มมองหา “ฐานสำรอง” นอกจีน โดยเฉพาะอาเซียน เป็นแนวโน้มเรียกว่า China+1 หรือ China+Many สะท้อนการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานไปประเทศที่มีต้นทุนแข่งขันได้และมีเสถียรภาพ

ในปี 2024 ASEAN รับ FDI รวมกว่า 2.25 แสนล้านดอลลาร์ เติบโต +10% YOY โดยมี 4 ประเทศที่โดดเด่น ได้แก่

-สิงคโปร์ : รับ FDI กว่า 1.43 แสนล้านดอลลาร์ เน้นบริการทางการเงินและดิจิทัล
-อินโดนีเซีย : รับ FDI ประมาณ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เน้นพลังงาน เหมืองแร่ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
-เวียดนาม : รับ FDI ราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เน้นอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี
-ไทย : รับ FDI ประมาณ 1.4-1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต +31% หลังหดตัวต่อเนื่องสองปี เน้น Data Center เซมิคอนดักเตอร์ และระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้า

สัญญาณเงินลงทุนใหม่ในไทยปี 2024 สอดคล้องกับคำขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปี 2024 ที่เร่งขึ้นเป็น 1.14 ล้านล้านบาท (ราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็น “Pipeline” ของ Greenfield Projects ที่คาดว่าจะทยอยลงทุนจริงในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2025 คำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มเร็วขึ้นอีกรวม 1.06 ล้านล้านบาท (138% YOY) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายคล้ายเดิม คือ Data Center ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และ EV Ecosystem

ล่าสุดรัฐบาลใหม่มีความตั้งใจเร่งผลักดันนโยบายดึงดูดการลงทุนอย่างจริงจัง ทั้งการเปิดช่องทาง Fast-Track BOI สำหรับอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Semiconductor, EV และ Cloud Computing พร้อมสิทธิประโยชน์ใหม่ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี และสิทธิถือครองที่ดินสำหรับต่างชาติ

รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และการยกระดับทักษะแรงงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและเอกชน

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างสำคัญที่ควรเร่งปรับ เช่น การลดขั้นตอนราชการ ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ การปรับปรุงกฎหมายธุรกิจต่างชาติให้ทันสมัย และการสร้างระบบ One-Stop Service ที่เชื่อมโยง Supply Chain ให้ SMEs ไทยได้ประโยชน์จากการใช้ Local Content อย่างเป็นระบบ

ASEAN : แข่งกันร่วมมือ ไม่ใช่แข่งกันแย่งชิง ในโลกที่แตกขั้ว ประเทศมหาอำนาจต่างมองหาพันธมิตรที่ “ไม่เลือกข้าง” แต่เชื่อถือได้ ASEAN จึงกลายเป็น “จุดสมดุลใหม่” ของเศรษฐกิจโลก การดึงดูด FDI ยุคนี้ต้องแข่งขันบนความร่วมมือ (Coopetition) โดยสร้างระบบนิเวศการลงทุนร่วมเชื่อมโยงกัน ทั้งด้าน Supply Chain กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐาน หาก ASEAN รวมพลังกันได้จริง จะไม่ใช่แค่ฐานการผลิต แต่จะกลายเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” ที่โลกต้องพึ่งพา บนกลไกความร่วมมือระหว่างกัน ลดความเสี่ยงจากโลกแบ่งขั้ว

บทบาทไทย : จากผู้เล่น สู่ผู้เชื่อมสะพาน ประเทศไทยควร Reposition ตัวเองเป็น Neutral-Trusted-Fast Hub ของอาเซียน ด้วยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายรัฐบาลที่ชัดเจน และตำแหน่งที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ บทบาทที่ไทยควรเร่งผลักดันเพิ่มขึ้นได้ เช่น 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูด Data Center, Semiconductor และ EV Recycling 2) เป็นประเทศหลักใน Fast-Lane Data Center / AI และ Semiconductor Corridor ดึงทุนโลก พร้อมเชื่อม SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

แล้วไทยจะกล้าคว้าโอกาสนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำความร่วมมือระดับภูมิภาคหรือไม่ ? เพราะในโลกที่กำลังแตกแยกส่วน ประเทศที่ประสานความร่วมมือได้ คือประเทศที่ได้รับความเชื่อถือและได้รับโอกาสมากที่สุด