เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
Tech พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
SD เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
ชีพจร ‘ธุรกิจคอนเสิร์ต’ ครึ่งหลังปี’69 ต้นทุนโปรดักชันเดือด CI ShowBiz ชี้ตลาดเมืองไทยระดับหมื่นล้าน
Business ชีพจร ‘ธุรกิจคอนเสิร์ต’ ครึ่งหลังปี’69 ต้นทุนโปรดักชันเดือด CI ShowBiz ชี้ตลาดเมืองไทยระดับหมื่นล้าน
รัฐบาล ชวน ปชช.แสดงความเห็น “ร่างกฎหมายอุ้มบุญ” ฉบับใหม่ ถึง 31 ก.ค. 
Politics รัฐบาล ชวน ปชช.แสดงความเห็น “ร่างกฎหมายอุ้มบุญ” ฉบับใหม่ ถึง 31 ก.ค. 
‘ชัชชาติ’ เพิ่มรายได้ภาษี รีดบุหรี่-โรงแรม-น้ำมัน 
Real Estate ‘ชัชชาติ’ เพิ่มรายได้ภาษี รีดบุหรี่-โรงแรม-น้ำมัน 
ศึกชิงเงินลงทุนยุค AI  จี้ปลดล็อก 5 อุปสรรค-เลิกแข่งค่าแรง
Economic ศึกชิงเงินลงทุนยุค AI  จี้ปลดล็อก 5 อุปสรรค-เลิกแข่งค่าแรง
ฮอนด้า ซิตี้ e:HEV ไม่ทิ้งคราบ จัดจ้าน ครบ คุ้มค่า
Automotive ฮอนด้า ซิตี้ e:HEV ไม่ทิ้งคราบ จัดจ้าน ครบ คุ้มค่า
พยากรณ์อากาศ (19 ก.ค.) ประเทศไทย ฝนฟ้าคะนอง 20-30% ของพื้นที่
Economic พยากรณ์อากาศ (19 ก.ค.) ประเทศไทย ฝนฟ้าคะนอง 20-30% ของพื้นที่
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (19 ก.ค.) ขยับขึ้น 1.35% อยู่ที่ 64,797 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (19 ก.ค.) ขยับขึ้น 1.35% อยู่ที่ 64,797 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

Climate Change Adaptation กลยุทธ์อยู่รอดที่ไทยต้องไล่ให้ทันโลก

06 มี.ค. 2569 | 15:11น.
white clouds
คอลัมน์ : มองข้ามชอต
ผู้เขียน : ดร.เกียรติศักดิ์ คำสี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ภาพความเสียหายรุนแรงจากน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเคยเป็น “ต้นแบบ” การป้องกันน้ำท่วมของประเทศ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าสภาพภูมิอากาศโลกได้เปลี่ยนไป เกินกว่าการเตรียมพร้อมแบบเดิมจะรับมือได้ ส่งผลให้ “Climate Change Adaptation” หรือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Change Mitigation)

เพราะนี่คือ “ทางรอด” ที่จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น

Climate Change Adaptation คือ การเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยืดหยุ่นหรือภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชที่ทนแล้ง การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ หรือการลงทุนในเทคโนโลยีนําน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น

ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกตื่นตัวกับ Climate Adaptation เป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากจำนวนประเทศสะสมที่ส่งแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan) ต่อสหประชาชาติ (UN) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 2 ประเทศในปี 2015 เป็น 74 ประเทศในปี 2025 (ไทยส่งแผนในปี 2024)

ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate Change Adaptation จากเหตุผลที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ไทยคือพื้นที่เสี่ยงภัยอันดับต้นของโลก โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป (INFORM Risk) ในปี 2025 ระบุว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมล้นตลิ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก 2) การปรับตัวเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ

โดยปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก ได้มีการผนวกความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับเครดิตประเทศ ซึ่งหากไทยไม่ลงทุนปรับตัวและเผชิญปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตลงในอนาคต ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแย่ลง

3) การลงทุนล่วงหน้า “คุ้มค่า” กว่าการไม่ทำอะไรเลย โดยการศึกษาของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ในปี 2025 พบว่า การลงทุนใน Climate Adaptation ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะให้ผลตอบแทนสูงถึง 10.5 ดอลลาร์สหรัฐ จากการประเมินผลประโยชน์แบบ “Triple Dividend” ทั้งการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีความเสี่ยงสูง แต่การเตรียมความพร้อมกลับอยู่ในระดับที่ต่ำจนน่ากังวล สะท้อนได้จากผลการจัดอันดับความพร้อมของเศรษฐกิจในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศของบลูมเบิร์ก (BNEF) ในปี 2025 ที่พบว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่ม “รั้งท้าย” ได้อันดับที่ 23 จาก 25 ประเทศที่ศึกษา (กลุ่ม G20 และบางประเทศในอาเซียน) และได้คะแนนเพียง 0.36 จากเต็ม 1

เนื่องจากการเตรียมความพร้อมของไทยยัง “ไม่เป็นระบบ” และ “ไม่ทั่วถึง” เช่น การบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศยังไม่ฝังอยู่ในระบบการเงิน งบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัวที่ยังไม่เด่นชัด และการคุ้มครองประกันภัยภัยพิบัติที่ยังครอบคลุมจำกัด เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความท้าทายนี้ เราได้เริ่มเห็นสัญญาณความตื่นตัวที่ชัดเจนขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ สะท้อนได้จากนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น พรรคภูมิใจไทย ได้ชูแผนเชิงรุกผ่านนโยบาย “พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์” ที่มีเป้าหมายยกระดับการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยด้วยดาวเทียมและ AI พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูล “ผังน้ำ” เข้ากับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้กีดขวางทางระบายน้ำ

รวมถึงการเสนอตั้งกองทุนภัยพิบัติ หรือพรรคประชาชนที่มีนโยบาย “ตั้งรับ-ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และ “รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ” เป็นต้น

ขณะที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่เริ่มประเมินและวางแผนรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น บี.กริม เพาเวอร์ มีการวางแผนรับมือภัยแล้ง หรือ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีการวางแผนรับมือความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัดต่อโครงข่ายสื่อสาร

SCB EIC มองว่า ภาคธุรกิจไทยสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการดำเนินงานใน 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) สร้างความเข้าใจและประเมินความเสี่ยง โดยเริ่มจากใช้ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศและข้อมูลพื้นที่ มาวิเคราะห์ว่า “จุดเปราะบาง” อยู่ตรงไหนของธุรกิจ ตั้งแต่ที่ตั้งโรงงาน คลังสินค้า ไปจนถึงแหล่งวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เห็นภาพว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตคลื่นร้อน (Heat Wave) จะกระทบต้นทุน รายได้ และความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างไร

2) พัฒนาแผนและลงมือดำเนินการ โดยออกแบบมาตรการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและบริบทของอุตสาหกรรม พร้อมประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุน ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยง “การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม” หรือการแก้ปัญหาจุดหนึ่ง แต่ไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนในจุดอื่น 3) ติดตาม ประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยตรวจสอบว่ามาตรการที่ทำไปช่วยสร้างประโยชน์ได้จริงหรือไม่และจะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจาก “ผู้เยียวยา” ไปสู่ “ผู้ลงมือขับเคลื่อนการปรับตัว” อย่างเป็นระบบ โดยเร่งลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า ประเมินความเสี่ยงรายพื้นที่ จัดสรรงบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัว บูรณาการข้อมูลผังน้ำกับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมระบบประกันภัย ออกแบบกลไกเชิงนโยบายที่จะทำให้การรับมือกับภัยพิบัติสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและมีความเป็นเอกภาพ

รวมถึงสนับสนุนทุนวิจัยและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับโมเดลธุรกิจรับมือโลกเดือดได้อย่างทันท่วงที

ความสูญเสียมหาศาลที่หาดใหญ่ คือ บทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า “ความล่าช้ามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ” ดังนั้น Climate Change Adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่จะรักษาความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกที่ผันผวนขึ้นทุกวัน