Skip to content

เอกนิติ ตั้งคณะ ‘ดาต้าบูโร’ เชื่อมโยงข้อมูลการเงิน สกัดเงินเทา ขีดเส้น ธ.ค. 68 นี้

05 พ.ย. 2568 | 17:40น.
เอกนิติ ตั้งคณะ ‘ดาต้าบูโร’ เชื่อมโยงข้อมูลการเงิน สกัดเงินเทา ขีดเส้น ธ.ค. 68 นี้

เอกนิติ ตั้งคณะทำงาน เชื่อมโยงข้อมูลการเงิน ตรวจสอบเส้นทางเงินเทา ขีดเส้น ธ.ค. 68 นี้ หนุนลดความซ้ำซ้อนและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลตามหลักสากล FATF

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2568 ว่า คณะอนุฯ นี้ตั้งขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้จัดการประชุมครั้งแรกเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานและกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยจุดประสงค์หลักคือการบูรณาการการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินจากหลายหน่วยงาน เพื่อสร้างระบบดาต้าบูโร (Data Bureau) ที่สามารถติดตามและตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง

  • สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี/สินทรัพย์ดิจิทัล) ทั้งส่วนที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น Private Wallet หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ
  • money Changer หรือตลาดเงินสด การรับแลกเปลี่ยนเงินสด
  • ตลาดการซื้อขายทองคำ ทั้งทองคำแบบกายภาพ และตลาดทองคำแบบกระดาษ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงในเรื่อง KYC

โดยมีแนวทางสำคัญในการทำงานของ “ดาต้าบูโร” ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่

1.พิสูจน์ตัวตน ตรวจสอบว่าเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลตัวจริงหรือไม่ ใช่นอมินีหรือเปล่า รวมถึงตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อป้องกันการใช้บัญชีหรือธุรกรรมปลอม

2.วิเคราะห์พฤติกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย โดยจะตรวจสอบความผิดปกติของการทำธุรกรรม เช่น กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย แต่มีเงินไหลเข้าออกเยอะ หรือแจ้งเป็นนักธุรกิจเข้ามาทำธุรกิจโรงแรม แต่มีเงินไหลเข้า-ออกผิดปกติ

3. ติดตามเส้นทางการเงิน การไหลเข้า-ออกของเงิน ซึ่งจะตรวจสอบธุรกรรมผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐและช่องทางที่อยู่นอกการกำกับ เช่น ผ่าน Exchange หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“การดำเนินงานของคณะอนุฯ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะรายเคส แต่จะเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้อย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน หากพบช่องว่างกฎหมาย คณะอนุกรรมการจะร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ตกหล่น” นายเอกนิติกล่าว

สำหรับมาตรฐานการทำงาน คณะอนุกรรมการอ้างอิงหลักเกณฑ์สากลของ Financial Action Task Force (FATF) หรือมาตรฐานป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายระดับโลก เพื่อให้ระบบตรวจสอบของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ นายเอกนิติระบุว่า ภายในเดือน ธ.ค. 68 จะตั้งเป้าหมายจัดทำรูปแบบการทำงานของดาต้าบูโรเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยคณะทำงาน Data Bureau ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย จะเร่งไปหารือในรายละเอียดทั้งหมด และกลับมารายงานภายใน 2 สัปดาห์

นอกจากนี้ การประชุมยังมีการหารือถึงกรณีตัวอย่างจริง (Case Study) ที่จะนำมาทดลองใช้ระบบดาต้าบูโร เพื่อตรวจสอบตัวตน, พฤติกรรม และการไหลเข้า-ออกของเงิน พร้อมประเมินว่ากฎหมายปัจจุบันสามารถรองรับการตรวจสอบได้หรือไม่ และหากไม่ครอบคลุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการตรวจสอบ

“การเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้จะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ข้อมูลทางการเงินสามารถแลกเปลี่ยนและตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงินของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยวางเป้าหมายสิ้นเดือน พ.ย.นี้ จะได้เห็นรูปแบบดาต้าบูโร และภายใน ธ.ค. 68” นายเอกนิติกล่าว

สำหรับคณะทำงานชุดนี้ ประกอบด้วย อาทิ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์ (โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า), กระทรวงยุติธรรม, ปปง., กรมศุลกากร, กรมสรรพากร, DSI, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ก.ล.ต. ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย, สมาคมการเงินของรัฐ และผู้เชี่ยวชาญ โดยมี ผอ.สศค. เป็นฝ่ายเลขานุการ