ธปท.เดินหน้าคุมผู้ประกอบการเช่าซื้อกว่า 3 พันราย ยอดคงค้างสินเชื่อกว่า 1.56 ล้านล้านบาท หลัง พ.ร.ฎ.เช่าซื้อฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 ธ.ค. 68 กำชับเร่งเข้ารายงานตัวดีเดย์ มี.ค. 69 ยัน “ผู้บริโภค-ประชาชน” ได้ประโยชน์ เล็งทบทวน “ดอกเบี้ย-ค่าฟี” ให้เหมาะสมขึ้น ขณะที่ “2 สมาคมเช่าซื้อฯ” ชี้ปรับระบบต้องใช้เวลา แจงแบงก์ชาติให้เวลาปรับตัวถึงปี’70
นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังจาก ธปท.ได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (พ.ร.ฎ.เช่าซื้อฯ) ให้มาอยู่ภายใต้การกำกับเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับการให้บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และประชาชนได้บริการที่เป็นธรรม รวมถึง ธปท.สามารถมีข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ เบื้องต้น ธปท.กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีอยู่ราว 3,000 ราย เข้ามารายงานตัวภายในวันที่ 31 มี.ค. 2569 ล่าสุดผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีขนาดสินเชื่อคงค้าง 5,000 ล้านบาท เข้ามารายงานตัวเกือบทั้งหมดแล้ว ยังขาดแค่ 2 ราย ซึ่งภายในเดือน ม.ค. 2569 ธปท.จะส่งหนังสือเตือนให้เข้ามารายงานตัว ไม่เช่นนั้นจะมีบทลงโทษ ทั้งจำคุก และปรับ
ด้านผู้ประกอบการรายกลางที่มียอดสินเชื่อคงค้างมากกว่า 1,000 ล้านบาท เข้ามารายงานตัวเกินครึ่งแล้ว ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กก็ทยอยเข้ามารายงานตัว ทั้งนี้ เฉพาะรายใหญ่และรายกลางจะครอบคลุมสินเชื่อคงค้างประมาณ 90% ของยอดทั้งหมด 1.56 ล้านล้านบาท
“เดิมเราไม่ได้ดูแลกำกับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง แต่มีข้อร้องเรียนมายัง ธปท.ต่อเนื่อง ธปท.จึงต้องการให้มีการบริการที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค แต่การกำกับจะต้องไม่กระทบผู้ประกอบการแล้วส่งผลไปยังผู้บริโภค”
สำหรับเกณฑ์การกำกับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์และจักรยานยนต์เบื้องต้น จะเป็นเกณฑ์การกำกับเดียวกันทั้งหมด ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก โดยจะมีเกณฑ์การกำกับอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน โดยเกณฑ์ที่จะมีผลบังคับใช้กับสัญญาใหม่ทันที ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ประกอบด้วย เพดานอัตราดอกเบี้ย รถยนต์ใหม่ไม่เกิน 10% ต่อปี และรถยนต์ใช้แล้ว ไม่เกิน 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ 23% ต่อปี การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ และการได้รับส่วนลดการปิดบัญชีก่อนกำหนด สำหรับการให้เช่าซื้อแก่บุคคลธรรมดาเพื่อใช้ส่วนตัว
ส่วนหลักเกณฑ์การกำกับในเรื่องของการปฏิบัติ และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับ ประเภทของค่าบริการที่เรียกเก็บได้ ลำดับการตัดชำระหนี้ การระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับการปิดบัญชี/ยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด การให้บริการทางการเงินอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม และการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เตรียมความพร้อม
โดยหลังจากปี 2569 ไปแล้ว เมื่อ ธปท.มีข้อมูลที่มากขึ้น จะปรับเกณฑ์การกำกับให้มีสัดส่วนตามความเสี่ยงของขนาดธุรกิจ เนื่องจากรายเล็กไม่สามารถกำกับเข้มข้นได้ และภายในปี 2570 คาดว่าจะมีการทบทวนเรื่องอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สะท้อนต้นทุนผู้ประกอบการ และ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและประชาชน
“เชื่อว่าผู้บริโภคและประชาชนจะได้รับบริการที่เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งในเงื่อนไขการชำระหนี้ ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม รวมถึงได้ข้อมูลครบถ้วน และมีเอกสารชัดเจน ตลอดจนหากลูกค้ามีปัญหาจะมีโอกาสได้รับการช่วยเหลือในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยหลายคนกังวลว่าหลังจาก ธปท.เข้ามากำกับจะทำให้เข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น เพราะผู้ประกอบการจะปล่อยกู้ยากขึ้นและเข้มงวด ซึ่ง ธปท.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก”
นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลีสซิ่ง ในฐานะอุปนายกสมาคมธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสมาคมมีสมาชิก 12 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อยู่ประมาณ 45% ของยอดเช่าซื้อ หรือประมาณ 4-5 แสนคัน จากยอดเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ทั้งหมด 1.1-1.2 ล้านคัน
ตอนนี้ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม และทยอยลงทะเบียนกับ ธปท. ซึ่งรายงานตัวได้จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2569 โดยเชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ดำเนินตามหลักเกณฑ์อยู่แล้ว อย่างการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) แต่จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้น อาทิ การให้ข้อมูลลูกค้าให้ชัดเจนมากขึ้น
“จากเดิมลูกค้าสนใจรถคันไหนก็สามารถออกรถได้ทันที แต่ปัจจุบันจะต้องมีการพูดคุยในรายละเอียด อัตราดอกเบี้ย การผ่อนชำระต่อเดือน หรือข้อมูลอื่น ๆ มากขึ้น รวมถึงการตัดชำระหนี้แนวนอน ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่น่าจะทำอยู่ แต่อาจจะมีบางรายที่ยังไม่ได้ทำ หรือการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ส่วนลดดอกเบี้ยในการปิดหนี้ก่อนกำหนด อาทิ ผ่อนชำระหนี้มาแล้ว 2 ใน 3 ของหนี้ทั้งหมด จะได้ลดดอกเบี้ย 100% เป็นต้น”
สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องทำเพิ่มเติม จะเป็นเรื่องระบบงาน การรายงานข้อมูล ที่จะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน และมีการเชื่อมต่อข้อมูลกับ ธปท. ซึ่งกระบวนการนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัว เนื่องจากผู้ประกอบการไฟแนนซ์ท้องถิ่น (Local Finance) อาจจะต้องมีการปรับตัว และมีต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือกระบวนการติดตามหนี้ จากเดิมลูกค้าผ่อนไม่ไหวอาจจะคืนกุญแจ หรือยึดรถ ซึ่งคล่องตัวและง่าย แต่ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่ จะต้องมีเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
“เกณฑ์กำกับ ธปท.จะพิจารณาตามขนาดพอร์ตสินเชื่อ เช่น พอร์ตมากกว่า 1,000 ล้านบาท จะเป็นเกณฑ์แบบ Full Scale ส่วนที่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เกณฑ์จะลดลงมา โดยเรื่อง Market Conduct ทุกคนน่าจะทำได้หมด จะเหลือเรื่องการเชื่อมระบบที่อาจจะยาก และต้นทุนเพิ่ม แต่ ธปท.ให้เวลาเราถึงต้นปี 2570 ถือว่ามีเวลาในการเตรียมตัว เพราะต้องยอมรับว่าไฟแนนซ์ท้องถิ่นอาจจะเข้าไม่ถึงข้อมูล และการทำระบบอาจต้องใช้เวลามากกว่ารายใหญ่ อย่างไรก็ดี ภายในปี 2569 ธปท.อาจจะมีการทบทวนต้นทุนใหม่”
นายศรัณย์ ทองธรรมชาติ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่น่าจะมีความพร้อม และปฏิบัติตามเกณฑ์แล้ว ส่วนผู้ประกอบรายกลางและเล็กอาจจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น และกระบวนการในการปรับเปลี่ยนอาจจะต้องใช้เวลา
นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK กล่าวว่า ตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างเข้าไปรายงานตัวกับ ธปท. และเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ธปท.กำหนด