ปลัดคลังร่วมประชุม AFMM ชี้อาเซียนต้องผนึกกำลัง รับมือความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์
ปลัดกระทรวงการคลังในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม AFMM ชี้ว่าอาเซียนต้องผนึกกำลังและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนเชิงภูมิรัฐศาสตร์-พร้อมแนะต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีบทบาท เพื่อยกระดับการลงทุนภาครัฐ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงว่า ในระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ASEAN Finance Ministers’ Meeting: AFMM) ครั้งที่ 30 กล่าวว่า
ปัจจุบันอาเซียนต้องเผชิญกับความผันผวนเชิงภูมิรัฐศาสตร์และความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ จึงเป็นโอกาสสำหรับอาเซียนที่จะหันมาพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้กรอบความร่วมมือการเงินการคลังอาเซียน (ASEAN Finance Track)

ในที่ประชุม AFMM ได้ติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือทางการเงินการคลังอาเซียน และได้หารือถึงความสำเร็จในการดำเนินการตามความตกลงยอมรับร่วมผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับอนุญาตของอาเซียน ซึ่งได้ลดความซ้ำซ้อนด้วยการยอมรับการรับรองความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยของผู้ประกอบการระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงความก้าวหน้าของระบบเชื่อมโยงอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window: ASW) ซึ่งจะขยายการเชื่อมโยงไปยังประเทศนอกอาเซียนด้วย
ขณะที่ในอีกการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน (ASEAN Finance Ministers and Central Bank Governors’ Meeting: AFMGM) กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ นายลวรณ กล่าวว่า การยกระดับประสิทธิภาพการลงทุนภาครัฐและการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคสู่ระยะการพัฒนาที่สูงขึ้น โดยจำเป็นต้องมีกรอบวินัยการคลังและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีบทบาทผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นต้น
โดยในที่ประชุม AFMGM กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ได้หารือภาพรวมเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) กลุ่มธนาคารโลก (The World Bank Group: WB) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ได้เห็นว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางการเงิน และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยการคลังและความยืดหยุ่นในระยะยาว
อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินระหว่างประเทศได้แสดงความพร้อมสนับสนุนการลงทุนในอาเซียน ทั้งด้านนโยบาย เงินทุน และการพัฒนาโครงการ
นอกจากนี้ ในการประชุม AFMGM ครั้งที่ 13 ได้เห็นชอบประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ต้องการผลักดันในปี 2569 (Priority Economic Deliverables for 2026: PEDs) ในด้านการเงินการคลัง ซึ่งประกอบด้วย การสนับสนุนตลาดทุนอาเซียนที่ยั่งยืน การยกระดับความเชื่อมโยงของระบบการชำระเงินระดับภูมิภาคของอาเซียน และการส่งเสริมสุขภาพทางการเงินและการเข้าถึงบริการทางการเงิน
ทั้งนี้ ที่ประชุมหารือถึงความสำเร็จของแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 ในภาคการเงิน ซึ่งได้ดำเนินกิจกรรมการยกระดับการรวมตัวทางการเงินอาเซียนแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 87.38 ของแผนงาน รวมทั้งที่ประชุมได้รับรองแผนการดำเนินงานภาคส่วนด้านการเงินอาเซียน 2026-2030 (ASEAN Finance Sectoral Plan 2026-2030) เพื่อต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว ผ่านแผนยุทธศาสตร์ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2026-2030 (2026-2030 AEC Strategic Plan) ซึ่งจะมีการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องระหว่างช่วงการดำเนินงานเพื่อสร้างอาเซียนที่ “ยืดหยุ่น มีนวัตกรรม มีพลวัต และมีคนเป็นศูนย์กลาง”