เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ฟูจิฟิล์ม’ แตกไลน์ธุรกิจ ส่งสหคลินิก NURA รับเทรนด์สุขภาพ
Business ‘ฟูจิฟิล์ม’ แตกไลน์ธุรกิจ ส่งสหคลินิก NURA รับเทรนด์สุขภาพ
ลาวเร่งเครื่อง ‘อมตะ นาหม้อ’ เชื่อมรถไฟลาว-จีน ปั้นฮับลงทุนใหม่ของภูมิภาค
Economic ลาวเร่งเครื่อง ‘อมตะ นาหม้อ’ เชื่อมรถไฟลาว-จีน ปั้นฮับลงทุนใหม่ของภูมิภาค
หนุนพลิกโฉมที่ดิน ‘คลองเตย’ ผุดฮับธุรกิจ-เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
Real Estate หนุนพลิกโฉมที่ดิน ‘คลองเตย’ ผุดฮับธุรกิจ-เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
เชียงรายเฝ้าระวังน้ำสายเพิ่มสูง แตะ 4.01 เมตร ใกล้ระดับวิกฤติ เตือนแม่สาย–แม่ฟ้าหลวงเตรียมพร้อม
News เชียงรายเฝ้าระวังน้ำสายเพิ่มสูง แตะ 4.01 เมตร ใกล้ระดับวิกฤติ เตือนแม่สาย–แม่ฟ้าหลวงเตรียมพร้อม
‘Sense’ เชียงใหม่ ผนึก ดาราเทวี ผุด Wellness Club ปั้นฮับสุขภาพโลก
Business ‘Sense’ เชียงใหม่ ผนึก ดาราเทวี ผุด Wellness Club ปั้นฮับสุขภาพโลก
ชู ‘หนองคาย’ รับรถไฟจีน-ลาว เชื่อมระบบโลจิสติกส์ไทยดีกว่าแลนด์บริดจ์
Economic ชู ‘หนองคาย’ รับรถไฟจีน-ลาว เชื่อมระบบโลจิสติกส์ไทยดีกว่าแลนด์บริดจ์
กม.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ป้องกันผูกขาด-การค้าไม่เป็นธรรม
Economic กม.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ป้องกันผูกขาด-การค้าไม่เป็นธรรม
แพนทีนเปลี่ยนเกม Hair Care สปีดรายได้โต 2 เท่า 2 ปีซ้อน
Business แพนทีนเปลี่ยนเกม Hair Care สปีดรายได้โต 2 เท่า 2 ปีซ้อน
‘อัลตร้าสมูท’ สร้างเรื่องมาก Grab บอกทำยอดเสิร์ช ‘เจลาโต้’ โต 6 เท่า-ออร์เดอร์ไอศกรีมพุ่ง 70%
Business ‘อัลตร้าสมูท’ สร้างเรื่องมาก Grab บอกทำยอดเสิร์ช ‘เจลาโต้’ โต 6 เท่า-ออร์เดอร์ไอศกรีมพุ่ง 70%
ราคาทองวันนี้ (31 ก.ค. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 65,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (31 ก.ค. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 65,400 บาท
ดูทั้งหมด

โบรกฯ วิเคราะห์หุ้นค้าปลีก รับประโยชน์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ?

29 เม.ย. 2569 | 08:31น.
ดัชนีค้าปลีก

โครงการไทยช่วยไทยพลัส เตรียมเปิดลงทะเบียนในเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้สิทธิในเดือน มิ.ย. 2569 โดยคาดว่ารัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% ขณะที่ประชาชนจ่าย 40% ผ่านแอปเป๋าตัง วงเงินรวม 4,000 บาท แบ่งใช้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ครอบคลุมประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกันยังมีมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือนอีกด้วย

นางสาวธรีทิพย์ วงษ์แสงไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลเชิงบวกต่อภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ผลต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นลักษณะทางอ้อมมากกว่าทางตรง เนื่องจากโครงสร้างโครงการยังคงเน้นผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ทำให้บริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยตรงหากยังใช้รูปแบบเดิม ซึ่งต้องติดตามเงื่อนไขอีกที

ทั้งนี้ กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ทางอ้อมคือผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจแบบ B2B ซึ่งเป็นแหล่งจัดซื้อสินค้าให้กับร้านค้ารายย่อยและรายกลาง โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มค้าส่ง เช่น บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ที่มีโอกาสได้อานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม จากมาตรการในรอบก่อนพบว่า ผลเชิงบวกมักเกิดขึ้นชัดเจนในช่วงครึ่งเดือนแรกของการเริ่มโครงการ ก่อนจะทยอยลดลงในช่วงเวลาที่เหลือ

ในทางกลับกันกลุ่มค้าปลีกที่เน้นขายตรงถึงผู้บริโภค (B2C) โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาจได้รับผลกระทบเชิงลบบางส่วนในระยะสั้น เนื่องจากกำลังซื้อบางส่วนอาจถูกเบี่ยงไปใช้ผ่านโครงการแทน

“อย่างไรก็ดีหากมาตรการรอบนี้มีการกระจายระยะเวลาใช้งบประมาณออกไปประมาณ 4 เดือนตามที่เป็นข่าว ผลกระทบจะมีลักษณะกระจายตัว โดยช่วงต้นเดือนจะเห็นผลชัดมากกว่าช่วงปลายเดือน ทำให้ภาพรวมผลกระทบไม่รุนแรง”

นางสาวธรีทิพย์กล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลเชิงบวกน้อยที่สุด ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน (Home Improvement) รวมถึงสินค้าในหมวดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งแทบไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการดังกล่าว

“ในภาพรวมมองว่าเป็นบวกในแง่ของการกระตุ้นและเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ผลต่อกลุ่มค้าปลีกที่จดทะเบียนน่าจะเป็นทางอ้อมมากกว่า โดยเฉพาะหากเริ่มในช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 ก็จะช่วยพยุงช่วงโลว์ซีซั่นได้ ปัจจัยสำคัญมาจากโครงการที่มีการกระจายการใช้ ทำให้อิมแพ็กต์ไม่กระจุกตัว ถ้าเห็นรายละเอียดเงื่อนไขที่ชัดเจนมากขึ้นภาพประเมินก็จะชัดขึ้น ขณะที่ข้อดีของรอบนี้เมื่อเทียบกับรอบก่อนคือเม็ดเงินใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ซึ่งน่าจะช่วยให้ภาพรวมการใช้จ่ายดูดีขึ้นและต่อเนื่องยาวนานขึ้น”

ด้านแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มค้าปลีกในไตรมาส 1/2569 คาดว่าภาพรวมมีทั้งบวกและลบเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยภาพรวมอาจดูทรงตัว จากฐานที่สูงในปี 2568 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ Easy E-Receipt ส่งผลให้กลุ่มห้างสรรพสินค้าและสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) และ บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) มีแนวโน้มกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) และ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ยังมีแนวโน้มเติบโตได้จากการบริหารจัดการอัตรากำไรที่ดีขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมเป็นลักษณะผสม ระหว่างกลุ่มที่เติบโตและชะลอตัว

ในเชิงไตรมาส (QoQ) คาดว่าผลประกอบการโดยรวมจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยตามฤดูกาล หลังผ่านช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 4 โดยคาดว่ากำไรจะลดลงในระดับเลขหลักเดียว (Low Single Digit) อย่างไรก็ตามกลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน เช่น บมจ.ดูโอม (DOHOME) และ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) อาจเห็นการฟื้นตัว QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 นางสาวธรีทิพย์กล่าวว่า เดิมคาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีกว่าปีก่อน อย่างไรก็ดีความเสี่ยงใหม่จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาพลังงานทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภคในระยะถัดไป

“คาดว่าในไตรมาส 2 จะเริ่มเห็นแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แม้ยังอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการได้ ผ่านการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากราคาพลังงานโดยเฉพาะค่าไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อกำลังซื้อและทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้โปรโมชั่นมากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย”

ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว จะช่วยลดแรงกดดันต่อกลุ่มค้าปลีกและทำให้ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน แต่หากยืดเยื้ออาจทำให้แนวโน้มในระยะสั้นยังคงเปราะบาง

“ครึ่งปีหลังมีโอกาสต้องปรับประมาณการ หากสงครามหรือราคาพลังงานยังไม่คลี่คลายและกระทบกำลังซื้อ ขณะที่ครึ่งปีแรกความเสี่ยงยังไม่มาก หากราคาพลังงานไม่เร่งขึ้น โดยปลายไตรมาส 2 จะมีไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อได้บางส่วน ต้องติดตามต้นทุนค่าไฟเป็นหลักในระยะถัดไป”

นางสาวจินดานุช ประเวศโชตินันท์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเพียง Sentiment บวกในระดับอ่อนต่อกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากเงื่อนไขและรูปแบบการใช้จ่ายยังใกล้เคียงกับรอบก่อนหน้า แม้ระยะเวลาโครงการจะยาวขึ้น แต่เมื่อเฉลี่ยวงเงินต่อเดือนแล้วไม่ได้แตกต่างจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ

“โครงการดังกล่าวไม่ได้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้เติบโตอย่างชัดเจน แต่มีบทบาทในการพยุงเศรษฐกิจมากกว่า โดยช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2569 ในแง่ผลกระทบต่อกลุ่มค้าปลีก มองว่าไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง เนื่องจากไม่ใช่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตามมีหุ้นบางส่วนที่ได้อานิสงส์ทางอ้อม เช่น CPAXT จากธุรกิจ Makro ที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการเพื่อนำไปขายต่อ”