CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน หลายอุตสาหกรรมไทยได้รับอานิสงส์ มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์-คาดไม่ดันจีดีพีในช่วงแรก
น.ส.ปนิดา ตั้งศรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยกว่า 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคอาเซียนได้พัฒนาเป็นลำดับ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย สู่ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งโครงการสามารถก่อให้เกิดการลงทุนกระจายไปหลายอุตสาหกรรม และสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ได้อนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ปี 2567
1.6 ล้านล้าน กระจายการลงทุนไปหลายอุตสาหกรรม
น.ส.ปนิดา กล่าวว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย จะเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการลงทุน 25-35% มูลค่าอ้างอิงจากบีโอไอราว 4-5.6 แสนล้านบาท, อุตสาหกรรมระบบทำความเย็นและระบบเครื่องกล สัดส่วนการลงทุน 20-30% มูลค่า 3.2-4.8 แสนล้านบาท, อุตสาหกรรมที่ดินและการพัฒนาพื้นที่ สัดส่วนการลงทุน 5-15% มูลค่า 8 หมื่น-2.4 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังกระจายไปอุตสาหกรรมงานโยธา โครงสร้างและอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ สัดส่วนการลงทุน 15-20% มูลค่า 2.4-3.2 แสนล้านบาท รวมทั้งอุตสาหกรรมเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางอ้อมและวิชาชีพ ค่าใช้จ่ายงานบริหารโครงการ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบบริหารอาคาร และระบบรักษาความปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์ไอทีด้วย
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต้องศึกษาว่าประเทศจะได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า หากได้ประโยชน์แค่จากการขายน้ำ ขายไฟ หรือขายที่ดิน ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ก็ลงทุนในอุตสาหกรรมข้างต้น แต่หากพิจารณาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งซัพพลายเชนแล้วจะเห็นศักยภาพและโอกาสของผู้ประกอบการไทย และไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในอุตสาหกรรมข้างต้น
ดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่ดันจีดีพีในช่วงแรก
นายอมรเทพ กล่าวว่า ราว 2 ปีครึ่งนี้ บีโอไออนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ไปกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าการลงทุนที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะแรกอาจยังไม่ส่งผลต่อจีดีพีมากนัก เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า แต่หากทำได้ดี และมีการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศ รวมถึงยกระดับฝีมือแรงงาน มูลค่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตดีขึ้น และทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เฉียด 3%
“ทำไมถึงไม่มองว่าสูงกว่า 3% ในช่วง 5 ปีหลังจากนี้ เพราะการบริโภคภาคเอกชนยังเป็นตัวกดดันเศรษฐกิจไทย ต้องยอมรับว่าดาต้าเซนเตอร์จะยกระดับการลงทุนภาคเอกชน การเติบโตของค่าจ้าง แต่ไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง การเติบโตด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งทักษะอื่นที่ยังพัฒนาไม่ได้ ดาตาเซนเตอร์อาจยกระดับได้จริง แต่ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ต้องทำอย่างอื่นเพื่อพัฒนามากกว่านี้” นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวว่า ในเวฟแรกอาจยังไม่รู้สึกถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากยังต้องนำเข้าสินค้ามากกว่า แต่จะเห็นในเวฟต่อไป หากเราเริ่มลงทุนและพัฒนา รวมทั้งยกระดับศักยภาพ 2 เรื่อง คือ 1.การลงทุนในสินค้าเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศ และ 2.พัฒนาสินค้าเพื่อส่งออก
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าการส่งออกของไทยจะสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศ อีกทั้งสัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอไอซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกยังไม่เติบโตดีนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น “หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นตัวผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้า การผลิต และการส่งออกในอนาคตได้”
ไทยต้องเร่งอัปสกิล และออกกฎเกณฑ์ให้ทัน
นายอมรเทพ กล่าวว่า ในบางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ไทยยังพัฒนาได้ไม่มากพอ หากเราสามารถพัฒนาได้ถึงขั้นนั้น จะสามารถส่งออกและเชื่อมโยงกับการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ในต่างประเทศได้ด้วย
“คำถามคือศักยภาพของผู้ประกอบการไทยตอนนี้ไปถึงขั้นนั้นหรือเปล่า เทคโนโลยีไม่ได้พัฒนาโดยอัตโนมัติเมื่อมีดาต้าเซนเตอร์เกิดขึ้น ถ้าเราไม่ได้พัฒนาจริง สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือการนำเข้า ถ้าไม่พัฒนาเลย แล้วประเทศไทยจะได้อะไร สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หยุดนิ่ง และเริ่มพัฒนาตั้งแต่วันนี้ เราจะได้พัฒนาในจิ๊กซอว์เยอะแยะ ชิ้นส่วนมากมายที่สามารถพัฒนาได้ และจะต้องมีโลคัลคอนเทนต์เพื่อจะได้ไม่พึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียว แต่มีการพัฒนาและสร้างในประเทศ” นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องเร่งอัปสกิลมีอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ความรู้เรื่องเทคโนโลยี และ 2.ความรู้เรื่องภาษาเพื่อต่อยอดในะระยะยาว และต้องไม่หยุดเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้ไทยอาจจะต้องผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ มากขึ้น เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน
“ในระยะแรกอาจจะต้องจ้างแรงงานทักษะสูงที่ได้ภาษาจากต่างประเทศก่อน และค่อยถ่ายโอนความรู้ด้านเทคโนโลยีให้คนไทย ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นการพัฒนามากนัก แต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” นายอมรเทพ กล่าว
ทั้งนี้ ภูมิภาคอาเซียนมีจุดขายเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งก็เริ่มเข้ามาในประเทศไทยมากเช่นกัน ส่วนหนึ่งอาจมองว่าไทยได้ประโยชน์จากการขายที่ดิน น้ำ และไฟเท่านั้น แต่ใช้แรงงานไม่มาก ส่วนใหญ่นำเข้ามากกว่า แต่เราเห็นศักยภาพว่าดาต้าเซนเตอร์ว่ามีห่วงโซ่อุปทานเยอะมาก ทั้งสายไฟ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากพัฒนาได้ดีจะเป็นจุดแข็งที่ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพื่อตอบโจทย์การเติบโตของดาต้าเซนเตอร์ หรืออาจพัฒนาส่งออกไปยังต่างประเทศในอาเซียนได้
น.ส.ปนิดา กล่าวว่า กรณีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซีย ในระยะแรกการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์นั้นมีจำนวนมาก ถึงจุดหนึ่งก็เริ่มจัดโซนนิ่ง ในลักษณะเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมองว่ารัฐบาลไทยค่อนข้างตื่นตัวกับเรื่องนี้ และออกกฎเกณฑ์การอนุมัติเรื่องน้ำไฟเช่นเดียวกัน รวมทั้งต้องใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น แม้ในระยะแรกที่มีความต้องการสูงอาจต้องใช้พลังงานเปลี่ยนผ่านไปก่อน
ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพโดดเด่นในหลายธุรกิจ เช่น การผลิตแผงวงจรพิมพ์ การผลิตอุปกรณ์และระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น งานก่อสร้างและวิศวกรรมเฉพาะทาง รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน
“ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพดีจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่สำหรับบางอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีศักยภาพมากนัก ก็จะได้โอกาสเรียนรู้ อีกทั้งยังต้องผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมด้านพลังงานใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานเปลี่ยนผ่านมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ก็มีนโยบายเรื่องความยั่งยืน ซึ่งจะใช้เพื่อพิจารณาลงทุนด้วย” น.ส.ปนิดา กล่าว