“อนุทิน” นำทีมโรดโชว์โตเกียว-นิวยอร์ก-ลอนดอน ดึงทุนโลก FETCO ชี้ต่างชาติหวนซื้อหุ้นไทยรอบ 3-4 ปี
รัฐบาลจับมือ FETCO-ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินสายโรดโชว์ 3 เมืองใหญ่ “โตเกียว-นิวยอร์ก-ลอนดอน” ชูศักยภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาว ด้าน FETCO ระบุต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี ขณะที่ SET เตรียมพบนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย นำเสนอ 3 จุดแข็งของตลาดทุนไทย
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางไปสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA 81 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีดำริให้จัดกิจกรรมคู่ขนานโรดโชว์ (Roadshow) ร่วมกับภาคเอกชน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะตลาดทุนไทย
ซึ่งปีนี้ตลาดทุนไทยมีการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น ดิจิทัล และ AI รวมถึงตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ขณะที่ล่าสุดบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ทั้ง 3 บริษัท ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็น “Stable” หรือมีเสถียรภาพ ส่งผลให้ปีนี้กลายเป็นปีทองของตลาดทุนไทย
เมื่อบริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีจำนวนมากขึ้น จะนำไปสู่การขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในอุตสาหกรรมจริง (Real Sector) รวมถึงภาคการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการจ้างงานภายในประเทศด้วย
“การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนและเติบโตร่วมกับประเทศไทยในระยะยาว โดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป” นายเอกภพ กล่าว
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึงการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีอนุทินเยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากปีนี้มีสัญญาณสะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย
สำหรับปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเป็นบวกสุทธิ หลังจากที่เรารอคอยมานาน และที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการประกาศตัวเลขในปีนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อเรา
นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีเช่นกันที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโลก โดยดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้นเพียงประมาณ 10-12% เท่านั้น
นายไพบูลย์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทินมีเป้าหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ เห็นได้จากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มสูงขึ้น แสดงถึงความเชื่อมั่น และช่วยส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนกระจายประโยชน์ไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้มากขึ้น
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมเดินทางกับคณะของนายกรัฐมนตรี โดยที่กรุงโตเกียวได้มีโอกาสหารือร่วมกับทีมไทยแลนด์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทจำนวนมากให้ความสนใจและมีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
สำหรับการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) นายกรัฐมนตรีได้จัดสรรเวลาให้กับภารกิจด้านตลาดทุน เพื่อพบปะนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย ทั้งในรูปแบบการประชุมกลุ่มและการหารือรายบริษัท
นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีและสะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โอกาสนี้จึงเป็นอีกเวทีสำคัญที่จะสื่อสารให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงศักยภาพและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวน
นอกจากนี้ ตลสดหลักทรัพย์ฯ ยังเตรียมนำเสนอปัจจัยบวกของตลาดทุนไทยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี 2.การเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเติบโตระยะยาว (Long-Term Story) ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และ 3.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ
สำหรับเป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเดินทางครั้งนี้ คือ การสื่อสารและสร้างความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย การที่มีเงินลงทุนเข้ามาทำให้ทุกครั้งที่ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น 100 จุด จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ขายมีกำไร จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม