โรดโชว์นิวยอร์กคึกคัก หุ้นไทยกลับเข้าเรดาร์ 25 กองทุนยักษ์ ลุ้นฟันด์โฟลว์หวนกลับ
“ไทยแลนด์ โรดโชว์” นิวยอร์กคึกคัก หลังผู้บริหารกองทุนชั้นนำราว 25 ราย สินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าร่วมรับฟังทิศทางเศรษฐกิจไทย ด้าน FETCO ชี้ 3 ปีต่างชาติถอนเงินจากหุ้นไทยราว 5 แสนล้าน ปีนี้เริ่มไหลกลับแล้วราว 10% ยังมีพื้นที่ให้เม็ดเงินคืนตลาดอีกมาก ตลท. ชู JUMP+ และ BOI to IPO ดึงธุรกิจใหม่เข้าตลาดทุน
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะ “ไทยแลนด์ โรดโชว์” พบปะนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนในสหรัฐ โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและผู้บริหารกองทุนขนาดใหญ่ รวมถึงธนาคารแห่งอเมริกา (BofA)
การโรดโชว์ครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม อาทิ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
โดยคณะไทยได้นำเสนอทิศทางและโอกาสของเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่
นายเอกภพกล่าวอีกว่า ผลตอบรับจากการโรดโชว์ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 รวมถึงเป็นโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติให้ทยอยกลับเข้าสู่ตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนและการใช้จ่ายทั้งในระดับภาคอุตสาหกรรมและประชาชน
นายไพบูลย์กล่าวภายหลังการพบปะนักลงทุนว่า นิวยอร์กถือเป็นหนึ่งในตลาดที่จัดโรดโชว์เพื่อดึงดูดนักลงทุนได้ยาก เนื่องจากกองทุนส่วนใหญ่มองการลงทุนระยะยาว และจะเข้าร่วมพบปะเมื่อมีความสนใจอย่างจริงจัง ดังนั้น การที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทุนชั้นนำเข้าร่วมจำนวนมากจึงถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดทุนไทย
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น มองว่า “ความเป็นกลาง” ของประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากหลายประเทศได้
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาแล้วราว 10% ของจำนวนดังกล่าว จึงยังมีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะทยอยกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับที่นักลงทุนสถาบันสามารถเข้าลงทุนได้มากกว่า 65 บริษัท รวมถึงมีเครื่องมือการลงทุน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รองรับเงินลงทุนระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การดึงเงินต่างชาติเพียงด้านเดียวยังไม่เพียงพอ โดยตลาดทุนไทยจำเป็นต้องสร้างฐานนักลงทุนในประเทศให้แข็งแรงควบคู่กัน รวมถึงผลักดันบัญชีออมเพื่อการลงทุนรายบุคคล (TISA) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนายอัสสเดชกล่าวว่า ก่อนที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศจะตัดสินใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนของประเทศใด นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจทิศทางและนโยบายของประเทศนั้นก่อน การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมานำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยตนเอง จึงช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพของประเทศไทยชัดเจนขึ้น
ประเด็นที่นำเสนอครอบคลุมทั้งเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ตลอดจนแนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย โดยเฉพาะโครงการ JUMP+ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพและมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน และโครงการ BOI to IPO เพื่อเพิ่มจำนวนธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่มองความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันเป็นโอกาสของประเทศไทย หากไทยสามารถรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ได้ ก็มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากหลายภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับหลักเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจใหม่ในกลุ่ม New Economy สามารถใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางระดมทุนได้สะดวกขึ้น พร้อมเดินหน้าเชิญชวนผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวเข้าจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง
นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น กล่าวว่า กองทุนขนาดใหญ่ระดับโลกเกือบทั้งหมดที่ได้รับเชิญตอบรับเข้าร่วมโรดโชว์ประเทศไทยภายในระยะเวลาอันสั้น โดยมีกองทุนชั้นนำเข้าร่วมประมาณ 25 ราย ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลายกองทุนยังแสดงความประสงค์ขอพบนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว ขณะที่ผู้แทนกองทุนที่เข้าร่วมล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูง
คำถามจากนักลงทุนสะท้อนให้เห็นว่ากองทุนต่างประเทศติดตามประเทศไทยอยู่แล้ว โดยให้ความสนใจทั้งด้านโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล พลังงาน และโอกาสทางธุรกิจจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย
นอกจากนี้ นักลงทุนรายใหญ่บางส่วนยังมองว่าเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐในระดับสูง ทำให้ภูมิภาคเอเชียเป็นอีกตลาดที่ได้รับความสนใจสำหรับการกระจายการลงทุนในระยะยาว
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ในฐานะพันธมิตรธนาคารแห่งอเมริกา กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังผลตอบแทนของตลาดปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับปัจจัยด้านการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและมุมมองเชิงบวกจาก Moody’s ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือบริษัทจดทะเบียนไทยต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของกำไร เพื่อทำให้ความสนใจจากนักลงทุนเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงและมีความต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สู่ระดับ 30% รวมถึงความพยายามปฏิรูปประเทศผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทย
ส่วนระดับอัตราดอกเบี้ยของไทยที่ต่ำกว่าหลายประเทศช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว