หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
บล.ทิสโก้มองพื้นฐานหุ้นไทยแข็งแกร่งขึ้น รับกำไร บจ.-ลงทุน AI และ Data Center หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม ให้แนวรับ 1,560-1,580 จุด ชู BH-DELTA-KBANK-PTTEP-SJWD-TRUE-TVO
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล IAA, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้น โดยมีแรงสนับสนุนจากแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชน การลงทุนด้าน AI และ Data Center ตลอดจนการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตต่อเนื่อง
โดยผลประกอบการของ บจ.ในไตรมาส 2/2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งรายได้ กำไรสุทธิ และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ขณะที่นักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ ทิศทางดัชนีหุ้นไทยมีความสัมพันธ์กับกำไรของบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างสูง โดยมีค่าความสัมพันธ์ (Correlation) อยู่ที่ +0.88 ดังนั้น การประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงสำคัญตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ และจะมีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป
ด้านระดับราคาหุ้น มองว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ โดยหากไม่นับรวม DELTA ตลาดซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน (Forward P/E) เพียง 11.8 เท่า ขณะที่บริษัทจดทะเบียนไทยประมาณ 60% มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 3.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ประมาณ 3.4% สะท้อนว่าราคาหุ้นไทยยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยเฉพาะหากกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังฟื้นตัวต่อเนื่อง
สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคเอกชนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2-3 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก AI, Data Center และอุตสาหกรรมใหม่
หากการลงทุนดำเนินไปตามแผน บล.ทิสโก้ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อยกว่า 0.5% ต่อปี และเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ส่วนปัจจัยต่างประเทศ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ วันที่ 3 พ.ย. 2569 เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยผลสำรวจและการคาดการณ์ของตลาดมองว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการแข่งขันในวุฒิสภายังสูสี
หากผลการเลือกตั้งทำให้ฝ่ายบริหารและสภาคองเกรสไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคการเมืองเดียวกัน หรือที่เรียกว่า “Divided Government” ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการผลักดันนโยบายที่อาจสร้างความผันผวนต่อตลาด และช่วยให้บรรยากาศการลงทุนมีเสถียรภาพมากขึ้น
ขณะที่สถิติย้อนหลัง พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 7.2% หลังการเลือกตั้งกลางเทอม จึงมีโอกาสเป็นแรงสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงปัจจัยตามฤดูกาลที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุน
แต่ บล.ทิสโก้มองว่าปัจจัยลบส่วนใหญ่ถูกสะท้อนผ่านราคาหุ้นไปมากแล้ว ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศเริ่มลดลง จึงมีโอกาสที่นักลงทุนจะกลับมาเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งหลังผ่านการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีหุ้นไทยอ่อนตัวในระยะสั้น สามารถใช้เป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้น โดยประเมินแนวรับสำคัญที่ 1,560-1,580 จุด และ 1,540 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,610 จุด 1,630 จุด และ 1,660 จุด ตามลำดับ
พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนในหุ้นหลายกลุ่ม ได้แก่ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเติบโตของสินเชื่อ เลือก KBANK ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในระดับสูง เลือก PTTEP และ TVO
ด้านหุ้นเติบโตที่ได้รับแรงหนุนจาก AI, Data Center และธุรกิจโลจิสติกส์ เลือก DELTA, SJWD และ TRUE ขณะที่หุ้นที่รายได้ค่อนข้างมั่นคงและกำลังเข้าสู่ช่วงที่ธุรกิจเติบโตตามฤดูกาล เลือก BH
ส่วนการลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่าน Depositary Receipt (DR) ในเดือน ต.ค. เลือก NVDA80 และ ZIJIN80 โดยมองว่าราคาหุ้นทั้งสองยังปรับขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นหรือสินทรัพย์ในกลุ่มเดียวกัน และยังมีโอกาสเติบโตตามความต้องการชิปและแร่ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่