ต่างชาติเทหุ้นไทยเกือบ 2 หมื่นล้านใน 6 วัน บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งไม่หยุด-ดึงฟันด์โฟลว์ทะลักออก
บล.เอเซีย พลัส ชี้ต่างชาติขายหุ้นไทยเกือบ 2 หมื่นล้านบาทใน 6 วัน พร้อมลดพอร์ตตราสารหนี้ 3.7 หมื่นล้านบาท แต่ยังซื้อสวน 5 หุ้น SCB-PTT-TOP-IRPC-BBL
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 3/2569 ตลาดทุนไทยเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น ท่ามกลางส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐที่กว้างขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า
สำหรับตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตราสารหนี้ไทยนับตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 ถึงปัจจุบันประมาณ 37,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกเป็นขายสุทธิ 7,952 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเกือบ 20,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 6 วันทำการ ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ Short สุทธิสะสมในช่วง 2 วันประมาณ 33,000 สัญญา สะท้อนแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติในระยะสั้น
บล.เอเซีย พลัส มองว่าปัจจัยสำคัญที่มีส่วนเร่งการไหลออกของเงินทุน คือ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐ และไทยที่กว้างขึ้นต่อเนื่อง และทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ไทย และเป็นแรงกดดันต่อทิศทางเงินบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมต่างชาติจะขายหุ้นไทยเกือบ 20,000 ล้านบาท แต่ยังพบแรงซื้อสุทธิในหุ้นบางบริษัท โดยกระจายอยู่ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และปิโตรเคมี ซึ่งมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและราคาหุ้นบางส่วนยังปรับตัวล่าช้ากว่ากลุ่ม
หุ้นที่ได้รับแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ SCB ซื้อสุทธิ 2,974 ล้านบาท ตามด้วย PTT ซื้อ 1,361 ล้านบาท, TOP ซื้อ 882 ล้านบาท, IRPC ซื้อ 627 ล้านบาท และ BBL ซื้อ 517 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี แม้กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยเริ่มสะดุด แต่หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการยังมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด โดยเลือกหุ้นเด่น 3 บริษัท ได้แก่ TRUE มีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มกำไรที่เติบโตโดดเด่น รวมถึงคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในไตรมาส 3 ที่ประมาณ 1.2%
GULF มีโอกาสได้รับประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ขณะเดียวกันยังมีแรงหนุนระยะยาวจากการลงทุนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ Data Center และ PLANB มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 จากส่วนแบ่งเงินลงทุนใน ICARE ประกอบกับธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านกำลังเข้าสู่ช่วง High Season ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มผลประกอบการ