เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
Finance เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
News พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
Automotive ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
ลงทุนใหญ่แก้ท่วมทั่วประเทศ ผวาสะเทือนไตรมาส 4 โฟกัสแจก 4 หมื่นล้าน
Politics ลงทุนใหญ่แก้ท่วมทั่วประเทศ ผวาสะเทือนไตรมาส 4 โฟกัสแจก 4 หมื่นล้าน
‘การบินไทย’ เปิดแผนปฏิบัติการจบไฟลต์ดีเลย์-กระเป๋าตกค้าง
Business ‘การบินไทย’ เปิดแผนปฏิบัติการจบไฟลต์ดีเลย์-กระเป๋าตกค้าง
SEEK ‘N KEEP ฉลอง 4 ปี ปรับโฉมแฟลกชิปสยาม เล็งขยาย 11 สาขาปี 69
Biz Movement SEEK ‘N KEEP ฉลอง 4 ปี ปรับโฉมแฟลกชิปสยาม เล็งขยาย 11 สาขาปี 69
หมอสรณ ถอย ขอลาประชุม ปิดฉากสุญญากาศ กสทช. ?
Tech หมอสรณ ถอย ขอลาประชุม ปิดฉากสุญญากาศ กสทช. ?
ราชกิจจาฯ ประกาศยุบ “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน” มีผล 1 ต.ค. 69
News ราชกิจจาฯ ประกาศยุบ “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน” มีผล 1 ต.ค. 69
“เลพาส”ช่วยเหลือลูกค้าอุทกภัย 2569 พร้อมเปิดตัว “LEPAS Care” ยกระดับบริการหลังการขายครบวงจร
Automotive “เลพาส”ช่วยเหลือลูกค้าอุทกภัย 2569 พร้อมเปิดตัว “LEPAS Care” ยกระดับบริการหลังการขายครบวงจร
กทม. ปิดโรงเรียนในพื้นที่ 15 เขตน้ำท่วมระดับสูง 3 วันถึง 2 ต.ค.นี้
News กทม. ปิดโรงเรียนในพื้นที่ 15 เขตน้ำท่วมระดับสูง 3 วันถึง 2 ต.ค.นี้
ดูทั้งหมด

เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง

30 ก.ย. 2569 | 07:40น.

รัฐบาลคิกออฟประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 1 ต.ค.นี้ บริษัทประกันภัย ลังเลเข้าร่วมโครงการผวาวงเงินคุ้มครองสูง 75,000 ล้านบาท โฆษกรัฐบาลยอมรับเอกชนเจรจาต่อรองตัวเลขขั้นสุดท้าย เหตุ ปภ. ขอเพิ่มวงเงินคุ้มครอง วงในเผยเสี่ยงสูงภาวะโลกร้อนทำให้เกิดเหตุภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม ดินถล่มรุนแรงขีดเส้นต้องประกาศ “เขตภัยพิบัติ” ตั้งแต่ 1 ต.ค.69 เท่านั้น “สมาคมประกันวินาศภัยไทย” เร่งถกบริษัทสมาชิกหาข้อสรุปให้ทันรัฐบาลกดปุ่มเริ่มโครงการ เตรียมส่ง “ประกันภัยต่อ”

บริษัทประกันแหยงเสี่ยงสูง

แหล่งข่าวจากภาคธุรกิจประกันภัยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่รัฐบาลอนุมัติหลักการให้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติ โดยรัฐบาลควักเงิน 15,000 ล้านบาท ซื้อกรมธรรม์ให้กับครัวเรือนทั่วประเทศราว 30 ล้านครัวเรือน  คุ้มครอง 3 ภัย คือ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว เป็นวงเงินความคุ้มครอง 75,000 ล้านบาทนั้น

ขณะนี้ในส่วนของภาคธุรกิจประกันภัยยังไม่ได้ข้อสรุป เรื่องจำนวนบริษัทประกันที่จะเข้าร่วม เพราะหลายบริษัทยังลังเลในการเข้ามาร่วมรับประกัน เนื่องจากกังวลความเสี่ยงในการรับประกันที่นับได้ว่าเป็นความเสี่ยงระดับสูง และเดิมทางบริษัทประกันเสนอวงเงินคุ้มครองไว้ที่ 60,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ทางรัฐบาลขอต่อรองเพิ่มเป็น  75,000 ล้านบาท 

อย่างไรก็ดี ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยพยายามเร่งหารือให้ได้ข้อสรุป เนื่องจากรัฐบาลเตรียมจะคิกออฟโครงการในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล 

“ต้องบอกว่าโครงการนี้ความเสี่ยงในการรับประกันสูงมาก ขณะที่ยังประชุมเงื่อนไขไม่จบ แต่มีการโค้ดราคาเบี้ยออกมา จึงดูรีบไปหน่อย ซึ่งการจะให้บริษัทประกันเข้ามารับความเสี่ยงก็ต้องคุยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงนี้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างหนัก มีการประกาศเขตภัยพิบัติ 50 เขต  ซึ่งตามเกณฑ์ประกันภัยพิบัติกำหนดให้จ่ายค่าเสียหายส่วนแรกภายใน 15 วัน นับจากที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ จึงต้องวางให้ชัดเจน ว่าจะจ่ายสำหรับการประกาศเขตภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ไปเท่านั้น ไม่อย่างนั้นบริษัทประกันก็ไม่กล้ารับ” 

เจรจาจำกัดความคุ้มครอง

แหล่งข่าวกล่าวว่า การหารือร่วมกันมีการขีดเส้นว่าจะเริ่มนับหนึ่งโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569  ดังนั้นการประกาศเขตภัยพิบัติในช่วงก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569 จะยังไม่เข้าข่ายโครงการรับประกันภัยพิบัติ  โดยยังคงเป็นไปตามเดิม คือ คุ้มครองผู้เอาประกันที่ได้ซื้อประกันไว้กับแต่ละบริษัท  ขณะที่การจ่ายเงินเยียวยาต่าง ๆ จะเป็นความรับผิดชอบของทางรัฐบาล

“ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่ามีกี่บริษัทที่จะเข้าร่วม  โดยที่ผ่านมาจำนวนบริษัทยังน้อย ยังไม่ครอบคลุมการรับประกันภัย 100% เนื่องจากภัยมันใหญ่ ความเสี่ยงค่อนข้างสูง หลายบริษัทก็เลยกังวล ซึ่งก็ต้องดูเรื่องการรับประกันภัยต่อ หรือรีอินชัวเรอร์ออกไปต่างประเทศด้วย อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตามที่กำหนด เพียงแต่ภาคธุรกิจกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยต้องคุยในรายละเอียดกันค่อนข้างมาก” 

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย  ทำให้บริษัทประกันค่อนข้างกังวลกับเงื่อนไขความคุ้มครอง   อย่างไรก็ตามทางสมาคมมีการเจรจาเพื่อจำกัดความคุ้มครองความเสียหาย เฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย และการเสียชีวิตเท่านั้น  จะไม่รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน   ขณะที่ปกติประชาชนซื้อประกันภัยที่อยู่อาศัยเหตุภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว จะคุ้มครองที่สิ่งปลูกสร้างและเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านด้วย  

ใกล้ปิดดีลประกันแห่งชาติ  

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติของรัฐบาลว่า ตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำลังตกลงรายละเอียดตัวเลขขั้นสุดท้ายกับบริษัทประกันที่จะเข้าร่วม

พร้อมยอมรับว่า บริษัทประกันมีความลังเลในการเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากข้อตกลงความคุ้มครองสูงถึง 7.5 หมื่นล้าน   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กำลังหารือกันอยู่  เพราะข้อเสนอแรกบริษัทประกันเสนอวงเงินคุ้มครองน้อยกว่านี้  แต่ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  ขอต่อรองความคุ้มครองที่ 7.5 หมื่นล้าน  และเกณฑ์เยียวยาตามที่แถลงไปก่อนหน้านี้ ฉะนั้นปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาสุดท้าย ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอยู่ในกรอบที่เจรจาไว้  ยืนยันว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนวันที่ 1 ต.ค. นี้

รัฐบาลขีดเส้นดีเดย์ 1 ต.ค. 69

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วม หรือภัยพิบัติธรรมชาติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายระหว่างปีงบประมาณ 2569 และปีงบประมาณ 2570  หรือก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569  เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบเยียวยาประชาชน ด้วยการใช้งบฯ กลางดูแล และยืนยันว่ามีงบฯ เพียงพอต่อการเยียวยาประชาชน

ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีงบประมาณ 2570 หรือตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 นั้น ก่อนหน้านี้ที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบการซื้อประกันภัยให้ครัวเรือนทุกหลังคาเรือนในประเทศไทย กว่า 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. ในการเร่งลงนามกรมธรรม์ให้ทันวันที่ 1 ต.ค. นี้ 

“ประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือประสบภัยพิบัติ หลังจากวันที่ 1 ต.ค. 2569 จะเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันที่จะชดเชยเยียวยาให้ประชาชน”

คปภ.ยันกรมธรรม์พร้อม

ขณะที่นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า  คปภ.ได้เตรียมความพร้อม และมีความคืบหน้าไปมาก โดยรายละเอียดสำคัญทั้งรูปแบบกรมธรรม์ อัตราเบี้ยประกันภัย และกรอบงบประมาณ เตรียมไว้เกือบครบทุกประเด็นแล้ว

“ขั้นตอนสำคัญที่กำลังเร่งดำเนินการ คือ ระบบจ่ายค่าสินไหม เพื่อให้สามารถจ่ายเงินแก่ประชาชนได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยอยู่ระหว่างการจำลองขั้นตอนตั้งแต่เกิดเหตุ การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ การแจ้งความเสียหาย ไปจนถึงการจ่ายเงิน เพื่อดูว่าขั้นตอนใดสามารถลดหรือทำผ่านระบบได้”

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประกันภัย คปภ. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อยู่ระหว่างหารือร่วมกันเพื่อจัดทำคู่มือการเคลม กำหนดวิธีดำเนินการในแต่ละกรณีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก่อนกระจายไปยังหน่วยงานฝ่ายปกครองทั่วประเทศ เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่มีบทบาทสำคัญในการประกาศเขตภัยพิบัติ

ระบบยื่นเคลมผ่านมือถือ

นายอาภากรกล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์การได้รับความคุ้มครอง หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจะต้องถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐก่อน อย่างไรก็ตาม การประกาศเขตภัยพิบัติไม่ได้หมายความว่าจะต้องประกาศครอบคลุมทั้งจังหวัด  สามารถกำหนดเฉพาะพื้นที่เกิดภัย ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอ ขึ้นอยู่กับขอบเขตของเหตุการณ์และประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ส่วนการพิจารณาที่อยู่อาศัย จะดูเป็นรายหลังคาเรือน โดยนิยามว่าที่อยู่อาศัยประเภทใดเข้าเกณฑ์ จะยึดตามหลักเกณฑ์ของฝ่ายปกครอง  ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการประกาศเขตภัยพิบัติแล้วเงินจะโอนเข้าบัญชีประชาชนโดยอัตโนมัติ  ผู้ได้รับความเสียหายต้องแจ้งเหตุเข้ามา แต่ระบบที่กำลังพัฒนาจะพยายามลดขั้นตอนให้มากที่สุด”

หนึ่งในแนวทางที่มีการนำมาทดสอบคือ การแจ้งเหตุผ่านโทรศัพท์มือถือ เมื่อมีการประกาศเขตภัยพิบัติ ระบบจะทราบขอบเขตของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากนั้นประชาชนสามารถแจ้งเหตุและถ่ายภาพบ้านที่ได้รับความเสียหายส่งเข้าระบบ โดยข้อมูลตำแหน่งที่มากับภาพจะช่วยตรวจสอบว่าบ้านอยู่ในพื้นที่เกิดภัยหรือไม่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้บริษัทประกันภัยต้องลงพื้นที่ตรวจสอบให้น้อยที่สุด เพื่อเร่งการจ่ายเงินให้ประชาชน 

คุ้มครองรายปี-ทบทวนเบี้ยทุกปี

นายอาภากรกล่าวว่า ความคุ้มครองภัยพิบัติจะกำหนดเป็นรอบปี และมีการทบทวนอัตราเบี้ยของปีถัดไป ตามข้อมูลความเสียหายและระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยจะประเมินตั้งแต่ภัยที่มีโอกาสเกิดค่อนข้างถี่  ไปจนถึงเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดในรอบ 10 ปี 25 ปี 50 ปี หรือ 100 ปี เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องรับในแต่ละช่วงเวลา และนำไปประกอบการกำหนดอัตราเบี้ยในรอบต่อไป  ส่วนการจัดสรรงบประมาณและวิธีการจ่ายเบี้ยระหว่างรัฐบาลกับบริษัทประกันภัยยังต้องมีการตกลงรายละเอียดกันต่อไป

“รายชื่อบริษัทประกันภัยที่จะเข้าร่วมโครงการต้องผ่านการคัดกรอง ก่อนส่งข้อมูลสุดท้ายมายัง คปภ. เมื่อได้รายชื่อแล้ว คปภ.จะนำบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกมาทดสอบความพร้อมอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับความเสี่ยงและดำเนินการจ่ายค่าสินไหมตามระบบที่กำหนดได้จริง” 

สมาคมประกันฯ ชี้ความเสี่ยงสูง

ก่อนหน้านี้ ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ระบุว่า วงเงินความคุ้มครองของประกันภัยพิบัติ รวมอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 5 เท่าของเบี้ยประกันภัยที่รัฐบาลจ่าย วงเงินดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบสูงสุดที่ระบบประกันภัยต้องเตรียมรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ใช่วงเงินที่รัฐบาลจะจ่ายให้ประชาชนโดยตรงทั้งหมด 

ขณะที่การเกิดน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติไม่ได้หมายความว่าจะได้รับค่าสินไหมทุกกรณี เนื่องจากเหตุการณ์ต้องเข้าเงื่อนไขภัยพิบัติ และมีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติหรือสาธารณภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ดร.สมพรกล่าวว่า โจทย์สำคัญของโครงการอยู่ที่การบริหารความเสี่ยง เนื่องจากภาคธุรกิจประกันภัยจะได้รับเบี้ยจากรัฐบาลประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่ต้องเตรียมรองรับความเสียหายรวมสูงสุดประมาณ 75,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทประกันภัยไทยไม่สามารถเก็บความเสี่ยงทั้งหมดไว้ในประเทศได้ และจำเป็นต้องใช้ระบบประกันภัยต่อ (Reinsurance)  เพื่อกระจายความเสี่ยง

รับความเสี่ยงไว้เอง 5 พันล้าน

โดยแนวทางคือ ให้บริษัทประกันภัยในประเทศไทยรับความเสี่ยงไว้เอง (Local Retention) รวมกันไม่เกินประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนความเสี่ยงที่เหลือจะส่งต่อไปยังตลาดประกันภัยต่อ โดยเฉพาะบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ

“ก่อนเสนอวงเงินความคุ้มครอง 75,000 ล้านบาท ภาคธุรกิจได้หารือกับบริษัทรับประกันภัยต่อในตลาดโลก เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากประเทศไทย โดยช่วงแรกได้รับสัญญาณว่าสามารถจัดหาความคุ้มครองได้ประมาณ 60,000 ล้านบาท  ก่อนที่รัฐบาลจะต้องการเพิ่มวงเงินเป็น 75,000 ล้านบาท จึงมีการเจรจาเพิ่มเติม และได้รับการยืนยันว่าสามารถจัดหาความคุ้มครองในระดับดังกล่าวได้”

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยกล่าวด้วยว่า ไม่ใช่บริษัทประกันภัยทุกแห่งจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากภัยพิบัติสามารถสร้างความเสียหายในวงเงินสูง จึงต้องคัดเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจากการประเมินมีบริษัทประกันภัยประมาณ 25 แห่งที่อาจมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ จากทั้งหมด 47 บริษัท 

“หากบริษัทต่าง ๆ เสนอรับความเสี่ยงรวมกันเกิน 100% จะจัดสรรตามสัดส่วน แต่หากต่ำกว่า 100% จะจัดสรรรอบแรก และดำเนินการจัดสรรส่วนที่เหลือเพิ่มเติม”

จ่าย 10,000 บาทใน 15 วัน

ดร.สมพรกล่าวว่า สำหรับความคุ้มครองกรณีอุทกภัยจะจ่ายค่าสินไหมส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวจ่ายส่วนแรก 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ซึ่งจะจ่ายภายใน 15 วัน หลังจากนั้นจ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองจะได้รับเงินผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท

ทั้งนี้จะใช้ข้อมูลทะเบียนบ้านเป็นฐานในการพิจารณาสิทธิ โดยต้องเป็นที่อยู่อาศัยประจำ ครอบคลุมทั้งบ้านแนวราบและห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ส่วนที่อยู่อาศัยที่ยังไม่มีทะเบียนบ้าน ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเพิ่มเติม  รวมถึงแนวทางจัดทำทะเบียนบ้านชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าสู่ระบบความคุ้มครองได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประกันภัยพิบัติ