ลงทุนใหญ่แก้ท่วมทั่วประเทศ ผวาสะเทือนไตรมาส 4 โฟกัสแจก 4 หมื่นล้าน
ท่วมทั่วไทย 28 จังหวัด ชัชชาติ-กทม. รับมือ 7 แสนคนจมน้ำ ครม.อนุมัติบิ๊กโปรเจ็กต์ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย แก้ท่วม 1.6 แสนล้าน เบิกงบฯกลางฉุกเฉินอีก 4.7 พันล้าน ลุ้นหลังละ 9,000 บาทสัปดาห์หน้า “อนุทิน”แบ่ง 5 โซนรัฐมนตรี กำกับดูแลสั่งการได้เบ็ดเสร็จ คลังตั้งศูนย์ 7 แบงก์รัฐ ช่วยที่เดียวจบ บีโอไอ เว้นภาษีเครื่องจักร-วัตถุดิบ “รมว.การท่องเที่ยวฯ” เชื่อวิกฤตสั้น ศูนย์วิจัยกสิกรฯ แนะใช้ 4 หมื่นล้านไทยช่วยไทยพลัสโฟกัสกลุ่มน้ำท่วม หวั่นยืดเยื้อกระทบไฮซีซั่น-ไตรมาส 4 ประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ 2 รายการ สวนทุเรียนภาคตะวันออกล่ม 30% เขาใหญ่-ปากช่องยกเลิกที่พัก 100% ภาคใต้-หาดใหญ่ผวาซ้ำรอยปีที่แล้ว
ครม.อนุมัติงบฯฉุกเฉิน 4.7 พันล้าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการใช้งบฯกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเร่งด่วนปี 2569 ที่เหลืออยู่ 4,731 ล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ส่วนการเยียวยาประชาชนครัวเรือนละ 9,000 บาทนั้น ยังต้องรอทางหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวบรวมจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบ คาดว่าจะนำเสนอ ครม.ภายหลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับการเยียวยา 9,000 บาทนั้น ขณะนี้ทาง ปภ.กำลังรวบรวมรายละเอียดจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่น้ำท่วม 28 จังหวัด ***คาดว่าจะนำเสนอ ครม.ภายหลัง ซึ่งจะเป็นงบประมาณในส่วนของ 4,731 ล้านบาท และถ้าหากความเสียหายมากกว่านี้อาจจะมีการขอใช้งบฯกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเร่งด่วนปี 2570 ร่วมด้วย
แบ่งโซน 5 รมต.สั่งได้ทุกหน่วย
นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย รัฐบาลได้แบ่งการกำกับดูแลออกเป็นพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบในการประสานงานและแก้ไขปัญหา โดยสามารถสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ภาคกลางมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ครอบคลุมพื้นที่พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และสุพรรณบุรี
ภาคตะวันออก มีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน ครอบคลุมฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และปราจีนบุรี ภาคเหนือ มีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน ครอบคลุมเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน โดยมีนครราชสีมาเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้ ส่วนภาคใต้ มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน ขณะที่พื้นที่ กรุงเทพฯ ครม.มีมติแต่งตั้ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทน ครม.ในการกำกับดูแลพื้นที่
อนุมัติโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย
นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินกว่า 1.65 แสนล้านบาท ใช้เวลา 8 ปี ถ้าโครงการนี้ผ่านเรียบร้อยจะทำให้การป้องกันน้ำท่วม ทั้งเขตภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญคือเรื่องการกักเก็บน้ำ เพราะเป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติได้ในระดับหนึ่งด้วย
และได้มีการเรียกประชุม โดยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สทนช. ในการปรับเกณฑ์ใหม่ ว่าให้แต่ละท้องถิ่นสามารถดำเนินการสร้างแก้มลิงในการกักเก็บน้ำ ผันน้ำ และสามารถใช้น้ำในช่วงหน้าแล้งได้ด้วย ในเมื่อเรากันน้ำไม่ได้ เมื่อน้ำมาแล้วทำความเสียหาย เราก็ต้องสร้างสิ่งที่เกิดประโยชน์ ในวันที่เราต้องการในช่วงหน้าแล้ง
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานเสนอโครงการขุดขยายระบบระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย กรอบวงเงินโครงการจำนวน 165,000 ล้านบาท เพื่อช่วงปรับปรุงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก สามารถตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มขึ้นจาก 210 เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสักได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้ช่วยลดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ลดความเสี่ยงการเกิดน้ำล้นตลิ่ง และบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา
และสามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาและเหนือเขื่อนพระรามหกลงสู่อ่าวไทยเป็นประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดมูลค่าความเสียหายรวมจากอุทกภัยเฉลี่ยปีละ 16,938.21 ล้านบาท นอกจากนี้ยังรวมถึงการบริหารจัดการน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงทะเลอ่าวไทยเพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ (อ้างอิงจากกรณีเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554)
โดยโครงการดังกล่าวแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 ประกอบด้วย ช่วงปรับปรุงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร มีอัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้งบฯก่อสร้างวงเงิน 38,092.27 ล้านบาท
ช่วงที่ 2 ประกอบด้วย ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้งบฯก่อสร้างวงเงิน 98,625.73 ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าซื้อที่ดิน ค่าทดแทน ค่ารื้อย้ายในการจัดหาที่ดิน 23,328.00 ล้านบาท และค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 4,954.00 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2577 โดยในช่วงแรกใช้งบประมาณจากแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
สร้างทันทีปี’70
ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หากโครงการนี้เสร็จปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะได้รับการแก้ไข ลดความเสียหายจากอุทกภัยปีละ 17,000 ล้านบาท ทั้งนี้งบประมาณในการก่อสร้างส่วนหนึ่งมาจากเงินกู้จากต่างประเทศ เมื่อผ่านการเห็นชอบของ ครม.ก็เริ่มดำเนินการได้ทันที เพราะมีการศึกษาผ่าน EIA เรียบร้อยแล้ว เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เลขาฯสภาพัฒน์) กล่าวว่า ในงบประมาณปี 2570 มีตั้งงบประมาณไว้ก้อนหนึ่งแล้ว ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ก่อน ดังนั้นเมื่อที่ประชุม ครม.อนุมัติแล้วก็จะไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกระทรวงการคลังคงต้องเจรจาและดูเรื่องเงินกู้ โดยจะดูให้เหมาะสมที่สุด หากเงินกู้มาเร็วก็จะเร่งดำเนินการได้
คลังตั้งศูนย์ 7 แบงก์รัฐช่วยเร็ว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วม” ณ กระทรวงการคลัง ช่วยเหลือแก่ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยไว้ในจุดประสานงานเดียว ประสานการทำงานกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่ง
ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
บีโอไอยกเว้นภาษี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ บีโอไอพร้อมช่วยผู้ประกอบการผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ครอบคลุม 3 เรื่องหลักคือ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่ม หรือทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายได้
กทม.ท่วม 7 แสนคน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต มีประชาชนได้รับผลกระทบ 7 แสนคน หรือประมาณ 3 แสนครัวเรือน มีพื้นที่น้ำท่วมสะสมถึง 42 เขต น้ำท่วมหนัก อาทิ เขตลาดกระบัง บางกะปิ มีนบุรี สะพานสูง สวนหลวง บึงกุ่ม คลองสามวา และเขตสายไหม
นาข้าวเสี่ยงสูง
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องมือและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตรมีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่เป็น “นาข้าว” ในพื้นที่เสี่ยงหลายแห่งมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว โดยกระทรวงเกษตรฯจะรับผิดชอบการช่วยเหลือในส่วนของพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย และเร่งดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่
นิคมชลบุรีโดนบางส่วน
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เพราะมีระบบป้องกันน้ำ เช่น เขื่อน บ่อกักเก็บน้ำ ระบบการระบายน้ำที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ อีกทั้งนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีบทเรียนมาจากช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จึงมีการเตรียมมาตรการต่าง ๆ รองรับไว้แล้ว แต่ยอมรับว่ามีบ้างที่น้ำทะลักเข้าท่วมถนนบางจุดภายในนิคม เช่น นิคมอุตสาหกรรม อมตะชลบุรีบางเฟสเท่านั้น นิคมบางชัน นิคมบางปู นิคมลาดกระบังที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ ชุมชนล้อมรอบและมาทีหลังเกิดการถมที่ดินสูงกว่า ทำให้น้ำไหลเข้านิคม
สำหรับในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นที่ตั้งของ EEC ยังไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่นิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีการถมดินในระดับที่สูงมาก และโรงงานอุตสาหกรรมที่ซื้อที่ดินก็มีการเพิ่มการถมดินให้สูงขึ้นอีก
ท่องเที่ยวชี้กระทบสั้นเดินแผนเดิม
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปรากฏการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจระยะสั้น เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและแหล่งท่องเที่ยวหลักไม่ได้รับผลกระทบมากนัก การคมนาคมขนส่งไปยังแหล่งท่องเที่ยวยังสามารถดำเนินไปได้ จึงยังเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวของประเทศยังสามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
“ประเด็นที่น่าเป็นห่วงว่าจะกระทบในตอนนี้คือ กรณีของเที่ยวบินการบินไทยที่เกิดความล่าช้า และปัญหาการรอกระเป๋าเป็นเวลานาน หรือรอกันข้ามคืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” นายสุรศักดิ์กล่าว
ขณะที่ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวนั้น นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบไม่มากนักเมื่อเทียบกับปี 2554 เนื่องจากสามารถระบายได้เร็ว ยกเว้นบางพื้นที่ที่ยังหนักอยู่ โดยจากการสำรวจความเห็นในกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมพบว่าส่วนใหญ่ถูกเลิกห้องพักไม่มาก ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะเดียวกันก็ยังมีบุ๊กกิ้งใหม่เข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในภาพรวมยังไม่กระทบมากนัก
เขาใหญ่-ปราจีนฯพัง 300 ล้าน
นายวิทยา สกลเจริญเวช เลขาธิการสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ กล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวน้ำท่วมเขาใหญ่ นักท่องเที่ยวเข้าใจว่าปากช่องได้รับผลกระทบทั้งหมด ส่งผลให้มีการยกเลิกที่พักช่วงสุดสัปดาห์เกือบ 100% ประเมินความเสียหายเฉพาะอำเภอปากช่อง ทั้งชุมชน ร้านค้า และธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท
ด้านนายยอดชาย เมทนีกรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า น้ำท่วมปีนี้รุนแรงกว่าปี 2554 ทุกอำเภอได้รับผลกระทบ ด้วยลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งคล้ายเกือกม้า มีแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นทางระบายน้ำหลักเท่านั้น เบื้องต้นประเมินความเสียหายภาคเกษตรและเศรษฐกิจการค้าอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างการสำรวจ
ทุเรียนฤดูกาลหน้าเสี่ยงผลผลิตวูบ
ด้านนายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย กล่าวว่า พื้นที่ปลูกทุเรียนภาคตะวันออกถูกน้ำท่วมกว่า 20-30% ปัจจุบันหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง หากเกิน 5 วันจะเสี่ยงโรครากเน่า โคนเน่า และต้นโทรม ทำให้ความสมบูรณ์ของต้นลดลง ดังนั้นสวนที่ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานานมีแนวโน้มที่ผลผลิตในฤดูกาลหน้าจะลดลง แม้ต้นทุเรียนไม่ตายก็ตาม ทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มต้นทุนและใช้เวลาฟื้นฟูต้นให้กลับมาสมบูรณ์
หาดใหญ่ผวาท่วมซ้ำ
ขณะที่นายชลิตพงศ์ สิริธนนนท์สกุล นายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ กล่าวว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ได้สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการหาดใหญ่อย่างมาก ทำให้ต้องเร่งเตรียมรับมือกับฤดูมรสุมช่วงเดือน ต.ค. ถึงเดือน ธ.ค. โดยประเมินว่าความกังวลน้ำท่วมอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจชะลอตัวราว 30-50% และจะกระทบต่อเนื่องถึงช่วงปีใหม่ อย่างไรก็ตามผลกระทบจะขึ้นอยู่กับการพยากรณ์อากาศและระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ว่ามีความแม่นยำและสามารถเตรียมรับมือได้มากน้อยเพียงใด
แนะใช้ 4 หมื่นล้านโฟกัสกลุ่มน้ำท่วม
น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า จากผลกระทบของสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นใน กทม. และปริมณฑล คาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจประมาณ 0.03% ถึง 0.11% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) วงเงิน 7,000-17,000 ล้านบาท กลุ่มที่น่ากังวลคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเป็นกลุ่มเผชิญปัญหาโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขัน เหตุการณ์น้ำท่วมจึงเหมือนได้รับโจทย์ใหม่เข้ามาซ้ำเติม
“หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 7 วัน อาจเริ่มส่งผลกระทบไปยังภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว รวมถึงมีการประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นในประเทศช่วงไตรมาสสี่รออยู่อีก 2 รายการ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”
สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐบาล ที่มีงบประมาณเหลืออยู่จำกัดประมาณ 40,000 ล้านบาท ควรนำมาช่วยเหลือและนำมาเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมเป็นลำดับแรก โครงการไทยช่วยไทยพลัสควรลดขอบเขตของกลุ่มเป้าหมายให้แคบลง เน้นกลุ่มที่ต้องการให้ความช่วยเหลือมากเป็นพิเศษ
คปภ.เร่งประกันเคลมน้ำท่วม 7 วัน
นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.ได้หารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยและภาคธุรกิจประกันภัย เตรียมมาตรการช่วยเหลือ กำชับบริษัทประกันภัยเร่งสำรวจและประเมินความเสียหายทั้งรถยนต์ บ้านเรือน และทรัพย์สิน
คปภ.เน้นย้ำให้บริษัทประกันภัยดำเนินการอย่างรวดเร็ว บริษัทประกันภัยมีความพร้อมจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายในไม่เกิน 7 วัน มาตรการช่วยเหลือด้านประกันชีวิต บริษัทประกันภัยอาจขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยออกไปอีก 60 วัน นับจากวันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม ด้านประกันวินาศภัย กรณีประกันภัยรถยนต์ บริษัทประกันภัยอาจผ่อนผันการเก็บและรับเบี้ยประกันภัยได้ถึง 180 วัน