บริหารจัดการน้ำ vs เปลี่ยนผ่านพลังงาน
บทบรรณาธิการ
ขณะที่สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องช่วง 25-27 กันยายนที่ผ่านมา จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงหลายจังหวัดแบบฉับพลัน ขณะที่การพยากรณ์และเตือนภัยภิบัติก็ยังมีปัญหาทั้งความแม่นยำข้อมูล และการสื่อสารกับประชาชน ของแต่ละหน่วยงาน แม้ว่าภัยพิบัติหรือปริมาณน้ำฝนเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แต่หากข้อมูลและการสื่อสารที่ชัดเจนก็ย่อมทำให้ความสูญเสียลดลงได้
เรียกว่าปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยยังเกิดขึ้นทุกปี แค่สลับเปลี่ยนพื้นที่กันไป มีทั้งแบบท่วมซ้ำซากและท่วมใหม่ นอกจากเป็นปัญหาบริหารจัดการน้ำในภาพใหญ่ ก็มีปัญหาในพื้นที่เรื่องผังเมือง ที่ปล่อยให้มีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ขวางทางน้ำ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่แข่งกันขยายลงทุน ดังนั้นเมื่อฝนตกหนักจะเห็นภาพน้ำท่วมเมือง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
ท่ามกลางวิกฤตอุทกภัย เริ่มมีข้อเสนอให้แบ่งเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปลงทุนใน “โครงการบริหารจัดการน้ำ” ครั้งสำคัญของประเทศ แม้เงินกู้นี้จะมีข้อกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงิน แต่ในภาวะที่การคลังของประเทศมีจำกัด การที่จะปรับเปลี่ยนหรือจัดลำดับความสำคัญการใช้เงินก็อาจเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
เพราะ “น้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม เมือง การท่องเที่ยว ไปจนถึงการลงทุนยุคใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งกำลังต้องการทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งต้นทุนพลังงาน ความมั่นคงทางไฟฟ้า การลดการปล่อยคาร์บอน ตลอดจนแรงกดดันจากกติกาการค้าโลกล้วนบังคับให้ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ แต่ก็ยังมีคำถามว่าแผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ ในการนำเงินมาอุดหนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นหลัก คือผลลัพธ์ส่วนใหญ่จบลงที่การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ แม้จะช่วยเพิ่มพลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็ยังไม่สามารถวัดผลถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินจำนวนมหาศาลนี้ และระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงขึ้นยังต้องลงทุนเรื่องระบบสายส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน การบริหารจัดการไฟฟ้า และความมั่นคงของระบบควบคู่กันไปด้วยจึงจะทำให้การเปลี่ยนผ่านสำเร็จ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะทั้งแผงโซลาร์และอุปกรณ์ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน ผลต่อเศรษฐกิจโดยตรงก็ไม่มาก แถมยังมีปัญหาที่อนาคตแผงโซลาร์เหล่านี้จะกลายเป็นวัสดุหมดอายุ ที่ภาครัฐต้องตอบเรื่องระบบรับคืน การรีไซเคิล และความรับผิดชอบของผู้ผลิตและผู้นำเข้าตั้งแต่วันที่เริ่มโครงการ ไม่ใช่รอให้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นประเทศแล้วค่อยแก้ปัญหา รัฐบาลอาจต้องพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ และความคุ้มค่าของการใช้เงินกู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยและเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง