ทองคำเดือนตุลาคมจะลงต่อเป็นเดือนที่ 2 หรือกลับมาขึ้นแรง
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : ธนรัชต์ พสวงศ์
ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ทองคำในเดือนกันยายนกลับมามีแรงเทขายและปรับตัวลงต่ำกว่า 4,200 ดอลลาร์ ผลตอบแทนติดลบ 6.5% หลังจากให้ผลตอบแทนเป็นบวกติดต่อกัน 2 เดือน ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำให้ปรับลงแรงอย่างต่อเนื่อง
5 เหตุการณ์ทองคำลงแรงในเดือนกันยายน
1.การจ้างงาน NFP เดือนสิงหาคมที่แข็งแกร่งสูงเกินคาดมาก
2.เงินเฟ้อ CPI, PPI เดือนสิงหาคมที่เร่งตัวสูงขึ้นและสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
3.การประชุมเฟดในเดือนกันยายนเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และเจ้าหน้าที่เฟดโดยส่วนใหญ่เห็นควรต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก
4.ในวันที่ 23 กันยายน ตลาดปรับมุมมองว่าเฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ถึง 2 ครั้ง จากเดิม 1 ครั้ง
5.Bond Yields สหรัฐ อายุยาวเร่งตัวสูงขึ้น อายุ 30 ปี สูงที่สุดในรอบ 24 ปี อายุ 10 ปี สูงที่สุดในรอบ 24 ปี
ทองคำในเดือนตุลาคมจะลดลงต่อเป็นเดือนที่ 2 หรือกลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวก ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย
1.เฟดคือศูนย์กลางของความผันผวน
ตลาดทองคำจะจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ การประชุมเฟดในเดือนตุลาคมเฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 หรือไม่ การเปลี่ยนแปลงมุมมองดอกเบี้ยของตลาดคาดยังเกิดขึ้นได้ตลอดจนกว่าจะถึงการประชุมในวันที่ 27-28 ตุลาคม ล่าสุดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมลดลงจาก 70% สัปดาห์ก่อนหน้า เหลือ 22% ในวันที่ 2 ตุลาคม หลังการจ้างงาน NFP เดือนกันยายนอ่อนแอ เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% มุมมองของฮั่วเซ่งเฮงคาดการณ์ว่าเฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ซึ่งอาจจะทำให้ทองกลับมาปรับตัวขึ้นได้
2.ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงขายระลอกใหม่
ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนกังวลว่าหนี้สาธารณะและความต้องการกู้ยืมของรัฐบาลอาจมีอิทธิพลต่อดอกเบี้ยระยะยาวมากกว่านโยบายของธนาคารกลาง แรงขายพันธบัตรสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่สูง การขาดดุลงบประมาณ และปริมาณพันธบัตรที่จะออกเพิ่มเพื่อรองรับการใช้จ่ายของรัฐบาล แรงขายยังลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรทั่วโลกทั้งญี่ปุ่นถึงยุโรป สะท้อนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และสถานะการคลัง Bond Yields สหรัฐ ที่พุ่งสูงขึ้นยังอาจเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำได้อยู่

3.น้ำมันกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญ
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์กลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันของจีน หากน้ำมันสูงต่อเนื่อง ตลาดอาจกังวลว่าเงินเฟ้อจะกลับมาพุ่งขึ้น ทำให้เฟดกลับมาพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ย
4.สงครามอิหร่านเพิ่มความไม่แน่นอนก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ
สงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน หลังความพยายามทางการทูตยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะที่ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการโจมตีอิหร่านอาจกลับมารุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้ง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สงครามที่ยืดเยื้ออาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพของสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ความเสี่ยงของการกลับมาปะทะรุนแรงและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับฮอร์มุซ ยังอาจเป็นปัจจัยกดดันทองคำได้
เทคนิคเป็นขาลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว
แนวโน้มราคาทองคำด้านเทคนิคเป็นขาลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทองคำหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,200 ดอลลาร์ในวันที่ 28 กันยายน ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงแรงและลงไปต่ำสุดใกล้ 4,100 ดอลลาร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ราคาทองคำสามารถทะลุกรอบแนวต้านด้านบนที่ 4,200 ดอลลาร์ได้ในวันที่ 5 สิงหาคม ทำให้ราคาปรับขึ้นแรงไปแตะทำจุดสูงสุดใกล้ที่ 4,696 ดอลลาร์ หลังจากนั้นราคาทองคำทำจุดสูงสุดและต่ำสุดยกต่ำลงเรื่อย ๆ จนหลุด 4,200 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ทองคำต้องกลับมาฟื้นตัวทะลุและยืนเหนือ 4,200 ดอลลาร์ให้ได้ถึงจะกลับเป็นขาขึ้นได้ในระยะสั้น ซึ่งจะกลับเป็นขาขึ้นในระยะกลางและระยะยาวต้องทะลุยืนเหนือ 4,540 ดอลลาร์ให้ได้