ไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน ชูหลักทรงงานรัชกาลที่ 9 ต้นแบบรับมือความท้าทาย
ไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน งาน IMF-World Bank Group Annual Meetings” นำเสนอแนวคิด Empowering People, Building Resilience” นำเสนอหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมรับมือความท้าทายในโลก
ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในระหว่างการนำสื่อมวลชน เข้าชม “Thailand Pavillion” ว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings” โดยหัวข้อที่กระทรวงการคลังและรัฐบาลไทยเลือกนำเสนอ คือ “Empowering People, Building Resilience” หรือการเสริมพลังประชาชนและการสร้างภูมิคุ้มกัน

โดยคำว่า Empowering People หมายถึง การพัฒนาที่เสริมพลังประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะนำไปสู่การที่ประชาชนสามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ส่วน Building Resilience หมายถึง การสร้างภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานให้แก่ประชาชน สังคม และเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกต่าง ๆ ฟื้นตัวจากปัญหา และก้าวเดินต่อไปได้
สำหรับในงานนี้ได้มีการจัด “Thailand pavilion” จึงมุ่งนำเสนอแนวคิดการพัฒนาตามหลัก Empowering People และ Building Resilience เพื่อให้ทั่วโลกได้รับรู้ถึงแนวทางการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทย
โดยเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วง 60-70 ปีที่ผ่านมา ต้นแบบสำคัญของการพัฒนา Empowering People และ Building Resilience ที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้แก่ประเทศ คือแนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตลอดระยะเวลาที่ทรงงาน พระองค์ได้ทรงวางแนวทางการพัฒนาสำคัญไว้ ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างมากในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญหลักการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังผ่านการทดลองและลงมือปฏิบัติจริง จนเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการจัดพาวิลเลียนประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาคมโลกได้รับรู้ว่าหลักการทรงงานและปรัชญาการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญ ๆ ของโลกในปัจจุบันและอนาคตได้
ทั้งนี้ คณะทำงานได้เลือกหลักการทรงงาน 5 ประการหลักมาจัดแสดงใน Pavilion ดังนี้ 1.ตอบโจทย์มหภาคด้วยการเริ่มจากจุดเล็ก โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาระดับมหภาคหรือโจทย์ใหญ่ของประเทศ (Macro Problems) แต่วิธีการทรงงานจะเน้นการเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาจากจุดเล็ก ๆ ในระดับท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้ส่งผลขยายไปสู่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมของประเทศ
2.ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการนำปัญหา ความต้องการ และความท้าทายของประชาชนในแต่ละพื้นที่มาเป็นตัวตั้งในการพัฒนาชนบท (Area-Based Development) ต่างจากการพัฒนารูปแบบทั่วไปที่มักยึดข้อจำกัดของหน่วยงานราชการหรือยึดกิจกรรมเป็นตัวตั้ง
3.การพัฒนาตามลำดับขั้น เน้นย้ำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่มีทางลัด ต้องดำเนินไปตามลำดับขั้นตอน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ทรงใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ
4.ให้ธรรมชาติแก้ธรรมชาติ โดยในขณะที่นานาชาติตื่นตัวกับแนวคิด “Nature-Based Solutions” แต่รัชกาลที่ 9 ทรงนำหลักการ “ให้ธรรมชาติแก้ธรรมชาติ” มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมนานแล้ว ตัวอย่างโครงการพระราชดำริ ได้แก่ โครงการแกล้งดิน โครงการแก้มลิง และการใช้หญ้าแฝกเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดินถล่ม
และ 5.การสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นหัวใจสำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างกันชนรองรับความผันผวนและแรงกระแทกในระดับต่าง ๆ ครอบคลุมการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในช่วงที่ประเทศ ซึ่งเคยพิสูจน์ผลสำเร็จมาแล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540
“หลักการทรงงานทั้ง 5 ประการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงหลักคิดหรือทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นหลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงทดลองและลงมือปฏิบัติจริงตลอดรัชสมัย เราจึงเชื่อมั่นว่า หลักการทรงงานและปรัชญาการพัฒนาดังกล่าวจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้”