‘เงินผิดกฎหมาย’ กัดกร่อนเศรษฐกิจ เปิด AMLAC ต้านฟอกเงิน-คอร์รัปชัน นานาพันธมิตรพร้อมหนุน
IMF เปิดตัวกองทุน AMLAC ในงานประชุม IMF–World Bank 2026 รวมความช่วยเหลือด้านการป้องกันการฟอกเงิน ต่อต้านทุจริต และธรรมาภิบาลไว้ในกลไกเดียว หวังปิดช่องโหว่ที่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ นามิเบีย-ศรีลังกาชี้ บททดสอบสำคัญไม่ใช่แค่ออกกฎหมาย แต่ต้องบังคับใช้ให้เห็นผล
ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดตัว Anti-Money Laundering and Anti-Corruption Thematic Fund หรือ AMLAC ในเวที “Broadening Capacity Development Support for IMF Members” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุม IMF–World Bank 2026 เพื่อขยายความช่วยเหลือด้านการพัฒนาขีดความสามารถแก่ประเทศสมาชิก
กองทุนดังกล่าวต่อยอดจากงานสนับสนุนด้านการป้องกันการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ที่ IMF ดำเนินมาหลายปี โดยนำงานต่อต้านการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลเข้ามาอยู่ในกรอบความช่วยเหลือเดียวกัน แทนการรับมือแต่ละปัญหาแยกส่วน
‘เงินผิดกฎหมาย’ กัดกร่อนเศรษฐกิจ
Dan Katz รองกรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวว่า “กระแสเงินผิดกฎหมาย การทุจริต และการฉ้อโกง” ส่งผลมากกว่าความเสียหายจากอาชญากรรมทางการเงิน เพราะสิ่งเหล่านี้บั่นทอนความเข้มแข็งของสถาบัน ความเชื่อมั่นของประชาชน และความสามารถของรัฐบาลในการรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
Katz ระบุว่า ตามประมาณการที่นำเสนอในเวที ผลกระทบจากการทุจริตอาจทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงต่อหัวลดลง 3% เป็นเวลาสูงสุด 2 ปี ขณะที่มีการประเมินว่าทั่วโลกมีการฟอกเงินปีละ 4–6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 134–202 ล้านล้านบาท ขนาดของปัญหาทำให้การเสริมความโปร่งใสทางการเงินต้องเชื่อมกับนโยบายเศรษฐกิจและการสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง
AMLAC ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนในความเชี่ยวชาญทางเทคนิค แต่เป็นการลงทุนในสถาบันที่เข้มแข็งขึ้น ความสามารถในการรับมือความเสี่ยง และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น” Katz กล่าว
Katz กล่าวว่า IMF เห็นความเชื่อมโยงของปัญหาเหล่านี้ผ่านทั้งงานติดตามเศรษฐกิจ การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศสมาชิก ช่องโหว่ด้านธรรมาภิบาลอาจกระทบฐานะการคลัง การลงทุน เสถียรภาพการเงิน และความไว้วางใจของสาธารณะ ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ทำให้รูปแบบภัยทางการเงินเปลี่ยนเร็วขึ้น การให้ความช่วยเหลือจึงต้องต่อเนื่องและปรับตัวตามความเสี่ยง
Yan Liu ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย IMF อธิบายว่า AMLAC วางแนวทางทำงานไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการ งานต่อต้านฟอกเงินกับธรรมาภิบาลและการต่อต้านทุจริต ความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานในประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และ IMF การติดตามผลที่ตรวจสอบได้ และ ความยืดหยุ่น ในการออกแบบความช่วยเหลือให้ทันความเสี่ยงใหม่ เช่น สินทรัพย์เสมือนและการสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธ
Liu ยกตัวอย่างประเทศศรีลังกา ซึ่งนำผลประเมินธรรมาภิบาลไปใช้กำหนดทิศทางการปฏิรูป ขณะที่งานในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาแสดงให้เห็นความจำเป็นของการประสานธนาคารกลาง หน่วยข่าวกรองทางการเงิน หน่วยงานกำกับธนาคาร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้ทำงานไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
นามิเบียเล่าทางออกจากบัญชีเทา
ในช่วงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ประเทศสมาชิกอย่างนามิเบีย มีตัวแทนคือ Ebson Uanguta ผู้ว่าการธนาคารกลางนามิเบีย ขึ้นกล่าวว่า รายงานประเมินของประเทศในปี 2563 พบจุดอ่อนทั้งด้านกรอบกฎหมายและประสิทธิผลของการบังคับใช้ ซึ่งนามิเบียถูกจัดให้อยู่ในบัญชีเทาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อปี 2567
นามิเบียจึงจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ โดยอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยข่าวกรองทางการเงิน ตำรวจ อัยการ ไปจนถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่รายงานธุรกรรม
ระหว่างดำเนินการ ประเทศได้แก้ไขกฎหมาย 9 ฉบับ และออกกฎหมายใหม่อีก 4 ฉบับ พร้อมปรับปรุงการกำกับดูแล ข้อมูลผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริง การสืบสวน และการดำเนินคดี
Uanguta กล่าวว่า ความช่วยเหลือทางเทคนิคจาก IMF มีส่วนช่วยเปลี่ยนเป้าหมายเชิงนโยบายให้เป็นการปฏิรูปที่หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้นามิเบียหลุดพ้นจากรายชื่อบัญชีเทาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 แต่ผลดังกล่าวไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ประเทศต้องหยุดพัฒนาระบบต่อๆ ไปแต่อย่างใด
การพ้นจากบัญชีเทาไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของเรา เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างระบบป้องกันการฟอกเงินและระบบการเงินที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นไป” Uanguta กล่าว
เขาสรุปบทเรียนว่า การแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ หากขาดการประสานงาน ทรัพยากร บุคคล เทคโนโลยี และความร่วมมือระยะยาวของพันธมิตร
ศรีลังกาเตรียมพร้อม รับการประเมินรอบใหม่
ด้าน Nandalal Weerasinghe ผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศศรีลังกา กล่าวว่า ประเทศเคยเผชิญการอยู่ในบัญชีเทามาแล้วเช่นกัน และกำลังเตรียมรับการประเมินรอบใหม่ โดยผลประเมินธรรมาภิบาลที่ IMF จัดทำในปี 2566 ช่วยทำให้ประเทศศรีลังกามองเห็นช่องว่างและกำหนดลำดับงานปฏิรูปได้ชัดเจนขึ้น
มาตรการที่ศรีลังกาดำเนินการครอบคลุมทั้งด้านกฎหมายต่อต้านทุจริต การบริหารการคลังภาครัฐ การตรวจเงินแผ่นดิน การกำกับดูแลธนาคาร และการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริง รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายด้านการรายงานธุรกรรม การป้องกันการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
อย่างไรก็ตาม Weerasinghe ระบุว่า การประเมินไม่ได้ดูเพียงว่าประเทศมีกฎหมายหรือหน่วยงานรองรับครบหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่ามาตรการเหล่านั้นสร้างผลในทางปฏิบัติได้ถึงเพียงใดต่างหาก
การมีกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องทำให้กฎหมายนั้นใช้การได้ และแสดงให้เห็นประสิทธิผลของการบังคับใช้”
ต้านทุจริตช่วยดึงทุนเอกชน
การเปิดตัว AMLAC ได้รับคำมั่นสนับสนุนจากหลายประเทศ โดยผู้แทนฝรั่งเศสประกาศเพิ่มเงินสนับสนุนจาก 8 แสนยูโร หรือประมาณ 30 ล้านบาท เป็น 1.5 ล้านยูโร หรือประมาณ 57 ล้านบาท พร้อมระบุว่า การกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือทางเทคนิคควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำมาตรฐานไปปฏิบัติได้
Rüdiger von Kleist รองอธิบดีด้านการเงินระหว่างประเทศ กระทรวงการคลังประเทศเยอรมนี เปรียบงานของ IMF เป็นเหมือนโต๊ะสามขา ได้แก่ การติดตามภาวะเศรษฐกิจ โครงการช่วยเหลือทางการเงิน และความช่วยเหลือทางเทคนิค ซึ่งต่างมีความสำคัญต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ ทางเยอรมนีขอประกาศสนับสนุนเพิ่มเติม 5 ล้านยูโร หรือประมาณ 189 ล้านบาท จนถึงปี 2572
หากต้องการการเติบโตที่ยั่งยืน ก็ต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน และการจะทำเช่นนั้นได้ต้องมีทั้งการป้องกันฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านทุจริต”
ด้าน Frank Feighan ผู้รัฐมนตรีช่วยของไอร์แลนด์ กล่าวว่า อาชญากรรมทางการเงินไม่หยุดอยู่ที่พรมแดนประเทศ และอาจดึงทรัพยากรออกจากการลงทุนและบริการสาธารณะที่จำเป็น ไอร์แลนด์ประกาศคำมั่นรวม 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 101 ล้านบาท ในระยะ 6 ปี ครอบคลุมทั้งกองทุน AMLAC และกองทุนเดิม ไม่ใช่ยอดสนับสนุน AMLAC เพียงกองทุนเดียว
Hideaki Imamura ผู้แทนกระทรวงการคลังประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ธรรมาภิบาลกับงาน AML/CFT แยกจากกันไม่ได้ เพราะระบบป้องกันอาชญากรรมทางการเงินต้องตั้งอยู่บนสถาบันที่เข้มแข็ง ญี่ปุ่นขอประกาศสนับสนุน AMLAC 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 118 ล้านบาท ในระยะ 5 ปี
ขณะที่อิตาลีประกาศคำมั่นสนับสนุน 3 ล้านยูโร หรือประมาณ 113 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับความช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ประเทศรายได้น้อยและประเทศเปราะบาง โดยเฉพาะในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ส่วน Gilles Roth รัฐมนตรีคลังลักเซมเบิร์ก ประกาศคำมั่นเบื้องต้น 2.25 ล้านยูโร หรือประมาณ 85 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวกองทุน
ในช่วงท้ายของเวที Steven Collet ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า ประเทศต่างๆ จะระดมทรัพยากรเพื่อการพัฒนาได้ยาก หากรายได้ภาครัฐยังรั่วไหลผ่านกระแสเงินผิดกฎหมาย เนเธอร์แลนด์ขอประกาศสนับสนุน AMLAC 4 ล้านยูโร หรือประมาณ 151 ล้านบาท เพื่อช่วยประเทศสมาชิกคุ้มครองเงินสาธารณะ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
ส่วน Christoph Baumann ผู้แทนจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำคณะกรรมการบริหาร IMF กล่าวว่า จุดอ่อนด้านความโปร่งใสทางการเงินในประเทศหนึ่งอาจส่งผลข้ามพรมแดนได้ สวิตเซอร์แลนด์จึงสนับสนุนแนวทางที่เชื่อมงาน AML/CFT กับธรรมาภิบาลและการต่อต้านทุจริต พร้อมประกาศเงินสนับสนุนใหม่สำหรับระยะแรกของ AMLAC 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 134 ล้านบาท
ทั้งนี้ คำมั่นจากประเทศพันธมิตรบนเวทีดังกล่าว คำนวณแล้วมีจำนวนสะสมมากกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินที่จำเป็นต่อการเปิดตัว AMLAC แล้ว โดย IMF จะใช้ความร่วมมือนี้ตอบสนองความต้องการและความเสี่ยงใหม่ของประเทศสมาชิกได้อย่าสงรวดเร็วขึ้น