GBS ชู 5 หุ้นอสังหาฯ หลบตลาดผันผวน รับสินเชื่อบ้าน PLUS
บล.โกลเบล็กมองหุ้นไทยสัปดาห์นี้เสี่ยงอ่อนตัวตามตลาดโลก วางกรอบ 1,550-1,590 จุด จับตางบแบงก์-ทิศทางดอกเบี้ยเฟด เปิดโผ LPN-PSH-SPALI-SENA-ORI รับอานิสงส์สินเชื่อบ้าน PLUS
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีโอกาสปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) ยังเผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ระลอกใหม่ ส่งผลให้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) อยู่ที่ระดับ 1,550-1,590 จุด
สำหรับปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ มุมมองของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังมีทัศนะเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ พร้อมแสดงความประหลาดใจที่เศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อ และนโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อได้ดี
ส่วนปัจจัยภายในประเทศ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า หรืออย่างช้าภายในเดือนพ.ย. 2569 โดยมีแนวทางปรับขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคันที่ไม่ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศไทย จากเดิม 10% เป็นไม่น้อยกว่า 30%
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายปกป้องผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งโรงงานและสร้างเครือข่ายการผลิตในประเทศไทย รวมถึงจูงใจผู้ผลิตรถยนต์ที่ยังนำเข้ารถทั้งคันให้หันมาลงทุนผลิตในประเทศมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570
นอกจากนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ภายในปี 2573 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 1 ครบ 9 สี รวม 14 เส้นทาง ระยะทางเกือบ 280 กิโลเมตร จากการเตรียมเปิดให้บริการเพิ่มเติมอีก 3 โครงการ ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ในปี 2571 ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-บางขุนนนท์ และสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2573
อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย คือประเด็นที่ MSCI เตรียมถอดตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจากกลุ่มดัชนีระดับโลก หลังประเมินว่าไม่ผ่านเกณฑ์การคงสถานะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และเป็นโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยในภูมิภาคเดียวกันจะได้รับประโยชน์จากการโยกย้ายเงินลงทุน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกันยายนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 3.6% และเร่งตัวจากระดับ 3.4% ในเดือนสิงหาคม
ประกอบกับนางแมรี ดาลี ประธาน Fed สาขาซานฟรานซิสโก และนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธาน Fed สาขานิวยอร์ก ส่งสัญญาณว่า Fed อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group สะท้อนว่า นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. เป็น 42% จากระดับ 22% ก่อนการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ ขณะที่ความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือนธ.ค. อยู่ที่ 93%
ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หลังไต้หวันพิจารณาเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกชิป AI ไปยังจีน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการของสหรัฐฯ ในการป้องกันการลักลอบส่งออกชิปและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขั้นสูง
รวมถึงความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน หลังรัฐบาลจีนออกมาเตือนให้ไต้หวันรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา กรณีหน่วยยามฝั่งไต้หวันใช้ปืนฉีดน้ำยิงใส่เรือประมงจีนใกล้หมู่เกาะตงซาในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนมองว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง
นอกจากนี้ ยังมีการประท้วงในฝรั่งเศส โดยประชาชนประมาณ 550,000 คนเข้าร่วมชุมนุมทั่วประเทศ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ การศึกษา และบริการสาธารณะ
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในประเทศ ได้แก่ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งมีกำหนดส่งงบการเงินภายในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ขณะที่สัปดาห์ที่ 4 ของเดือน กระทรวงพาณิชย์จะแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะรายงานยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์
ส่วนวันที่ 28 ต.ค.ติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5/2569 และวันที่ 30 ต.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ก่อนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ซึ่งจะมีการเปิดเผยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายงานภาวะเศรษฐกิจจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
ด้านต่างประเทศ วันที่ 20-22 ต.ค. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ การจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ การเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง ยอดทำสัญญาขายบ้านเดือนกันยายน สต็อกน้ำมัน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและผู้บริโภคของสหภาพยุโรป ตลอดจนดุลการค้าญี่ปุ่น
ขณะที่ช่วงปลายเดือนมีการประชุมธนาคารกลางสำคัญ ได้แก่ Fed วันที่ 27-28 ต.ค. ธนาคารกลางยุโรป (ECB) วันที่ 29 ต.ค. และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 30 ต.ค. ก่อนติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. 2569
ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำเลือกหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS โดยเน้นบริษัทที่มีสินค้าบ้านและ/หรือคอนโดมิเนียมในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
หุ้นที่แนะนำมีทั้งหมด 5 บริษัท ได้แก่ LPN อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) 6.5%, PSH อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 2.9%, SPALI อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 7.8%, SENA อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8.4% และ ORI อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 4.1%