นับเป็นการเปิดตัวเป็นทางการของ “รื่นวดี สุวรรณมงคล” เลขาธิการหญิงคนแรก ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เข้ามาทำงานได้ราว 1 เดือน นับจากที่เข้ามารับไม้ต่ออดีตเลขาฯ “รพี สุจริตกุล” ซึ่งเลขาฯหญิงเหล็ก ได้ฤกษ์เปิดบ้าน ก.ล.ต. แถลงทิศทางและนโยบายขับเคลื่อนตลาดทุน และ ก.ล.ต. หลังจากที่เลขาฯป้ายแดงได้เข้าประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ก.ล.ต. เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา
ในการแถลงข่าวนี้ “นางสาวรื่นวดี” ได้ประกาศให้ความสำคัญ เรื่องการพัฒนาองค์กรให้สามารถเดินไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล (digital transformation)
ซึ่งบอร์ด ก.ล.ต.ได้อนุมัติให้จัดตั้งสายงานใหม่ เพื่อผลักดันงานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมี “กฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลมากขึ้น และมีผลบังคับใช้ไปแล้วหลายฉบับ จึงจัดตั้งสายงานใหม่ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่พิจารณากฎหมายดิจิทัลที่เกี่ยวข้องว่าสามารถนำมาสร้างโอกาสให้ตลาดทุนไทย และ ก.ล.ต.ได้อย่างไรบ้าง
พร้อมกันนี้ก็ถือโอกาสส่งสัญญาณว่า ต่อไปนี้ ก.ล.ต.มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์กรภายใน เพื่อให้รองรับกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรดิจิทัลด้วย
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงที่จะมาพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล เช่น การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) และการสร้างความเชื่อมั่นและระบบให้มีความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา งานที่ได้ทำไปแล้ว คือ ก.ล.ต.ได้ลงนามความร่วมมือกับ 9 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เป็นต้น เพื่อจะมีการประสานงานและนำความรู้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ มาพัฒนาเรื่อง digital transformation ของ ก.ล.ต.ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้
“การพัฒนาองค์กรให้สามารถเดินไปสู่ digital transformation แม้จะมาพร้อมโอกาสก็จริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับโลกไซเบอร์ ดังนั้น ก.ล.ต.จึงให้ความสำคัญเรื่องของ cyber security เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนของเราให้มีความปลอดภัย เมื่อมาลงทุนในตลาดทุนด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านให้ไปสู่โลกดิจิทัล คือ การเปลี่ยน mindset (วิธีคิด) ของผู้ประกอบการ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุน”
“เลขาฯหญิง ก.ล.ต.” กล่าวถึงอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญ คือ การขยายภารกิจของ ก.ล.ต. ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้นผ่านโครงการ “คาราวาน ก.ล.ต.” ไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัด
“ก.ล.ต.มีแผนจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่สำรวจความต้องการของนักลงทุนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่นักลงทุน และส่งเสริมการออมเงินระยะกลางถึงยาวผ่านการลงทุนในตลาดทุนให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีสัดส่วนนักลงทุนในระบบตลาดทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด โดยมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (หุ้น) เพียง 1.5-1.6 ล้านบัญชี และบัญชีซื้อขายกองทุนเพียง 6 ล้านบัญชี ต่อประชากรทั้งหมดประมาณ 66 ล้านคนเท่านั้น”
ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายของเลขาฯหญิงไฟแรง ที่ต้องเดินหน้าทั้งการยกระดับ ก.ล.ต.เป็นเสือดิจิทัล ที่มีเขี้ยวเล็บแหลมคมทันโลกตลาดทุนไซเบอร์ ขณะเดียวกันยังเข็นงานพัฒนาตลาดทุนการเปลี่ยนไมนด์เซตของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุน โดยเฉพาะกลุ่มโบรกเกอร์ที่ฝังรากลึกอยู่ งานกำกับตรวจสอบผู้กระทำผิดก็ยังต้องสกัดทันผู้กระทำในตลาดหุ้นที่ไล่ล่ากันอยู่ทุกวันนี้ แต่ละเส้นทางเดินต้องใช้พลังและเวลาถางทาง คงติดตามว่าจะออกดอกออกผลอย่างไรในช่วงวาระ 4 ปีข้างหน้า