แบงก์กรุงเทพขอเวลา 3 เดือน ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเงินฝาก
ธนาคารกรุงเทพขอเวลา 3 เดือน ประเมินต้นทุนแบงก์ก่อนพิจารณาลดดอกเบี้ยเงินฝาก ห่วงกระทบลูกค้ารายย่อย เล็งออกเงินฝากเทอมพิเศษจูงใจลูกค้าฝากเงินพยุงรายได้แบงก์ ปักธงลุยปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี-เกษตรก้าวหน้าในปี’63
นายเดชา ตุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังธนาคารกรุงเทพปรับลดดอกเบี้ยกู้ MLR ลง 0.25% เพื่อช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากยังตรึงไว้ที่ระดับเดิมอาจส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารมีความไม่สมดุลกัน ธนาคารจึงขอเวลาประเมินผลราว 3 เดือน เพื่อจะทบทวนถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก
อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยเงินฝากถือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับธนาคาร โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยเงินฝากในกลุ่มรายย่อยซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าโดยตรง เช่น ลูกค้าวันเกษียณที่มีการนำดอกเบี้ยเงินฝากไปใช้ในการดำรงชีวิต ดังนั้น หากจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยงเงินฝาก ธนาคารก็อยากให้ส่งผลกระทบต่อบุคคลธรรมดาให้น้อยที่สุด โดยปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาออกเงินฝากประจำเทอมพิเศษเพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาฝากเงินกับธนาคารมากขึ้น เพื่อช่วยประคองต้นทุนของธนาคาร
“การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลานี้เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะสามารถช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถดำเนินธุรกิจ และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจให้ลดลงได้ ภายใต้ที่เศรษฐกิจโลก มีความผันผวนต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็อยู่ในทิศทางชะลอตัว ดังนั้นเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวมากนัก” นายเดชา กล่าว
นายเดชา กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในระยะต่อไป ธนาคารเน้นปล่อยสินเชื่อใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มผู้ประกอบการภาคเกษตร โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ประกอบด้วยประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 30-40% ธนาคารจึงมองว่าผู้ประกอบการภาคเกษตรเป็นกลุ่มสำคัญที่ธนาคารต้องเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อ ในส่วนของความเสี่ยงของผู้ประกอบการภาคเกษตร เนื่องจากธนาคารเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่ทำการเกษตรก้าวหน้า รวมถึงมีการให้ความรู้ผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการให้สินเชื่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีอัตราการอยู่รอดที่สูงกว่าผู้ประกอบการเกษตรทั่วๆ ไป
ขณะที่ความเสี่ยงในด้านการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ธนาคารเชื่อว่าจะสามารถคุม และบริหารจัดการได้ โดยดูจากการปล่อยสินเชื่อในอดีต ที่พบว่ามีเอ็นพีแอลในกลุ่มเกษตรที่อยู่ระดับต่ำ หากเทียบกับเอ็นพีแอลรวมของธนาคาร สะท้อนการบริหารจัดการเอ็นพีแอลที่ดีและความเชี่ยวชาญของแบงก์ในการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง