‘ทิสโก้ เวลธ์’ โชว์ผลงานสร้างรีเทิร์นกว่า 30% ผ่าน 4 กองทุนเด่น
ชี้กลยุทธ์ลงทุนธุรกิจ ‘Mega Trend’ ผ่านกองทุนหุ้นไทย-โลก ผลตอบแทนโตสวนตลาด 2.51%-52.61% เผยครึ่งแรกนักลงทุนมั่นใจหอบเงินเข้าลงทุนกับ ‘ทิสโก้ เวลธ์’ เพิ่มขึ้นถึง 35% เชียร์ลูกค้าถือหุ้น 60-70% รับอานิสงส์เฟดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจ-ภาวะดอกเบี้ยขาลง
นางวรสินี เศรษฐบุตร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ธนาคารทิสโก้แนะนำลูกค้า Wealth หรือกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีความมั่งคั่งของธนาคารให้ ลงทุนในธุรกิจที่อยู่ใน “Mega Trend” หรือเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว อาทิ นวัตกรรมการแพทย์ การซื้อขายออนไลน์ และ Cloud Computing ฯลฯ ซึ่งจะเป็นช่องทางการลงทุนที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถรับผลตอบแทนระยะยาว และก้าวผ่านวิกฤตชั่วคราวอย่างการถดถอยของเศรษฐกิจ หรือการระบาดของโรคโควิด-19 ได้
โดยแนะนำ 4 กองทุนเด่นที่เป็นกองทุนที่ดีที่สุดในแต่อุตสาหกรรมนั้น (Best in Class) ได้แก่
1. กองทุนเปิด ทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ (TSF) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี และมีศักยภาพในการเติบโต โดยเลือกลงทุนในหุ้นเพียง 10-15 ตัวเท่านั้น รวมถึงมีจุดเด่นในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าเมื่อเทียบกับผลตอบแทนในตลาดในช่วงเดียวกัน เช่น ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน กองทุน TSF สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า 16% ที่ 2.51% ขณะที่ผลตอบแทนของดัชนีผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ SET (SET TRI) ติดลบถึง 13.71%
ทั้งนี้ กองทุน TSF ถือหุ้น 5 อันแรก ได้แก่ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) 9.90% บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) 9.72% บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 9.40% บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) 9.38% และ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) 9.33% หากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เงินทุนและหลักทรัพย์ 20.81% ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 18.50% พาณิชย์ 16.48% อาหารและเครื่องดื่ม 16.34% และ พลังงานและสาธารณูปโภค 9.46%
2. กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้ (TGHDIGI) เน้นลงทุนในธุรกิจการแพทย์เชิงดิจิทัล (Digital Health) ที่มีแนวโน้มการเติบโตดีในระยะยาว เนื่องจากได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกลุ่ม Digital Health มีศักยภาพเติบโตสูงจากการลงทุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์ที่โดดเด่น อาทิ หมวกรักษามะเร็งของบริษัท novocure หรือ แอปพลิเคชั่นพบแพทย์ออนไลน์ของบริษัท TELADOC.
ทั้งนี้ กองทุน TGHDIGI ลงทุนผ่านกองทุนหลัก CS (LUX) Global Digital Health Equity Fund บริหารและจัดการโดย Credit Suisse Fund Management S.A. โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน TGHDIGI ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเช่นกันที่ 34.24%
3. กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ (ONE-GECOM) โดยเน้นลงทุนหุ้นธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ (e-Commerce) ทั่วโลก ซึ่งธุรกิจดังกล่าวได้อานิสงส์จากแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในช่วงโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้พฤติกรรมผู้บริโภคปรับขึ้นสู่ออนไลน์ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน ทั้งนี้ 70% ลงทุนใน Amplify Online Retail ETF หรือกิจการที่มีรายได้หรือได้รับประโยชน์จากช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ เช่น Amazon Alibaba Netflix Delivery Hero และ Paypal ฯลฯ
ทั้งนี้ กองทุน ONE-GECOM สามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นถึง 52.28% ในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน
และ 4. กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-UGG-RA) เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้อานิสงส์จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคน เช่น Netflix และ Amazon ฯลฯ ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 52.61% สวนทางตลาดเช่นกัน
“เฉลี่ยปีนี้ลูกค้าทิสโก้เวลธ์ได้รับผลตอบแทนประมาณ 30% กว่าๆ และในช่วงครึ่งปีแรกที่เงินไหลออกจากกองทุนไปเข้าสู่เงินฝาก รวมถึงมีความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนประเภทตราสารหนี้ด้วยอีกทางหนึ่ง แต่พบว่าลูกค้าของเรายังเป็นกระแสเงินไหลเข้ามาลงทุน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 35% ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของเราทรงตัวจากช่วงสิ้นปี’62 ที่ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท” นางวรสินี กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าลูกค้าจะยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง แต่กระแสเงินที่เข้ามาอาจแผ่นลง เนื่องจากช่วงครึ่งแรกลูกค้าสนใจเข้ามาลงทุนค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดี ธีมลงทุนที่เกาะกระแส Mega Trend ธนาคารทิสโก้ยังแนะนำลงทุนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2564 โดยกลุ่ม Mega Trend ที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 50%
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ในปี 2563 เศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากระดับ 2.9% ในปี 2562 มาอยู่ที่ติดลบ 4.9% โดยเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 รวมถึงผลกระทบโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความเสี่ยงแวดล้อม ได้แก่ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน
อย่างไรก็ดี ในแง่ของการลงทุน ธนาคารทิสโก้ยังให้น้ำหนักกับการลงทุนในหุ้นเป็นสำคัญ เนื่องจากได้ประโยชน์จากการทำนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่คาดว่า ณ สิ้นปี 2563 งบดุลของ Fed (Balance Sheet) จะเพิ่มขึ้นแตะ 8 ล้านล้านเหรียญ นอกจากนี้ ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง การลงทุนในหุ้นจึงสร้างผลตอบแทนที่จูงใจกว่า
“การลงทุนในตลาดหุ้น เราจะเน้นลงทุนกลุ่ม Mega Trend เพราะเป็นภาพใหญ่ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องไปอีกหลายปี เช่น ระดับ 10 ปีเป็นต้น ดังนั้น คำแนะนำลงทุนของเราจึงไม่ได้มองภาพระยะสั้น แต่เน้นมองการลงทุนแบบระยะยาว เช่น กลุ่มการแพทย์ และกลุ่มเทคโนโลยี ที่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกสวนทางกับกลุ่มอื่นๆ” นายณัฐกฤติ กล่าว
ทั้งนี้ รูปแบบพอร์ตลงทุนที่แนะนำ ได้แก่ หุ้น 60-70% (กระจายทั่วโลก) ทองคำ 5-10% และอื่นๆ 20-35% โดยไม่แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ยกเว้นพันธบัตรรัฐบาล
ขณะที่มุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ชี้ว่า ปัจจุบันมูลค่าหุ้น (Valuation) ค่อนข้างตึง หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) ปรับขึ้นจากจุดต่ำสุดขึ้นมากว่า 30% ส่งผลให้โอกาสปรับขึ้นเริ่มจำกัด และคาดว่าสิ้นปี 2563 ดัชนีจะเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 1,400 จุด
