อาคม สั่ง 5 การบ้าน ก.ล.ต. ยกระดับตลาดทุนสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ดันขึ้นอันดับ 3 ของโลก
รมว.คลัง สั่ง ก.ล.ต. ยกระดับตลาดทุนสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ หวังดันขึ้นอันดับ 3 ของโลก พร้อมฝากการบ้าน 5 ด้าน ให้เข้าถึงการลงทุนอย่างเท่าเทียม-พัฒนาการคุ้มครองดูแลนักลงทุน
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล ในงานเปิดตัว Digital Infrastructure ภายใต้ Sandbox สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไปตามเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นทิศทางตลาดทุนและนโยบาย จะต้องยกระดับเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สำหรับตลาดทุนในช่วงปี 60-64 โดยหากสามารถดำเนินการได้จะส่งผลให้ตลาดทุนไทยขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกในด้านดิจิทัล รองจากสิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์
สำหรับสิ่งที่ ก.ล.ต. จะต้องเร่งดำเนินการในเรื่องแรก คือ การพัฒนากระบวนการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งการออกหลักทรัพย์ การซื้อขายหลักทรัพย์ ที่เป็นดิจิทัลทั้งหมด การนำเอกสารทั้งหมดเข้าอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะเริ่มที่หุ้นกู้ก่อน และการชำระเงิน โดยที่ผ่านมาไทยได้พัฒนาไปมากแล้ว โดยในการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนในวันที่ 30 มี.ค.นี้ จะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย รวมถึงจะต้องเห็นเป็นรูปธรรมก่อนการประชุมเอเปกในปีหน้า ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพด้วย
นอกจากนี้ ได้ฝากการบ้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) 5 ข้อ ได้แก่ 1.ใช้กลไกเครือข่ายตลาดทุน อำนวยความสะดวกช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ให้สามารถดำเนินการต่อได้
2.สร้างระบบการเข้าถึงระบบการเงินและตลาดทุน ที่เท่าเทียมกันของประชาชน และธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ซึ่งในการประชุมอาเซียนไฟแนนซ์เชียล จะหารือกันในเรื่องดังกล่าว รวมถึงในปี 65 ไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมเอเปก รัฐบาลจะผลักดันในเรื่องดังกล่าวและหยิบยกเรื่องนี้มาหารือด้วย
3.การยกระดับความเชื่อมั่นและเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุน รวมถึงเร่งปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้สอดรับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี่) เป็นต้น 4.การพัฒนาการเงินที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนการจัดสรรเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่คำนึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อม และมีธรรมาภิบาล (ESG) และ 5.การมีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งในมิติการพัฒนา และกำกับดูแลคุ้มครองผู้ลงทุน
พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของตลาดทุนแล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าตลาดทุนไทย จะเป็นตลาดทุนดิจิทัลที่สมบูรณ์ จึงอยากฝากอีก 2 เรื่อง คือ 1.ระบบการรักษาความปลอดภัยในการใช้ดิจิทัล ทางการเงิน (Cyber Security) 2.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องได้รับการให้ความยิมยอม
นายอาคม กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวได้ใน 5 ปีนั้น มองว่า หลังจากนี้เศรษฐกิจ และภาคการท่องเที่ยวของไทยจะเริ่มทยอยฟื้นตัว โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดประเทศเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งการฟื้นตัวจากวิกฤติเพื่อให้กลับสู่ระดับก่อนวิกฤตินั้นจะต้องใช้เวลา จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ส่วนการจัดเก็บรายได้เพื่อทดแทนรายจ่ายที่สูญเสียไปนั้น ภาครัฐจะต้องเร่งยกระดับ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บให้มากขึ้น รวมถึงการขยายฐานภาษี เพื่อให้ประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษีมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว
“ปี 40 กว่าจะใช้เวลาฟื้นตัวได้เต็มที่ก็ประมาณ 2-3 ปี ซึ่งทุกวิกฤติที่จะใช้เวลาฟื้นก็ต้องมีระยะเวลา เช่นเดียวกันกับครั้งน้ี โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นตัว ซึ่งมองว่าในปี 66 จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น”นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า ส่วนมาตรการคนละครึ่งเฟส 3 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา และปัจจุบันมีโครงการม.33เรารักกัน และเราชนะที่ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งมีเม็ดเงินใช้จ่ายลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการประเมินอีกครั้ง