จี้ธปท.แก้ปมบันทึกรายได้ หนุนแบงก์พักดอกเบี้ยอุ้ม SME
จี้แบงก์ชาติปลดล็อกสถาบันการเงิน “พักหนี้ พักดอก” อุ้มเอสเอ็มอีอีก 6 เดือน ชี้ต้องทำเหมือนมาตรการปีที่แล้ว ผ่อนเกณฑ์บันทึกรายได้ดอกเบี้ยไม่ให้กระทบงบดุล ลุ้นชง ครม. 13 ก.ค. เคาะ “โคเปย์” พยุงจ้างงาน
แหล่งข่าวจากหน่วยงานของรัฐเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
ในส่วนของการพยุงการจ้างงาน ขณะนี้ภาครัฐและเอกชนมีการตกลงในหลักการร่วมกันแล้ว โดยน่าจะมีการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 13 ก.ค.นี้
เพราะหากจะมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบ ก็จะต้องมีการปลดล็อกกฎระเบียบบางอย่างของทางสำนักงานประกันสังคม
“ตอนนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องในหลักการร่วมกันแล้วว่าต้องช่วยผู้ประกอบการ โดยจะใช้เงินจากประกันสังคมส่วนหนึ่ง และเงินกู้อีกส่วนหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินทั้งหมด
โดยหากจะช่วยแบบโคเปย์คนละครึ่ง ก็อาจจะต้องใช้เงินราว 6 หมื่นล้านบาท แต่ตอนนี้บางเซ็กเตอร์ช่วยแค่คนละครึ่งก็อาจจะไม่พอ โดยเฉพาะพวกกลุ่มร้านอาหารที่เจอห้ามนั่งทานที่ร้าน ก็มีคนเสนอให้รัฐช่วย 80% เหมือนในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะต้องใช้เงินมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เนื่องจากเอกชนมีข้อเสนอขอหยุดชำระหนี้สำหรับธุรกิจที่ไปไม่ไหวในช่วงนี้ แต่ปัจจุบันเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่เอื้อต่อการให้สถาบันการเงินพักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
เพราะการบันทึกบัญชีไม่ได้ให้สถาบันการเงินรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่พักดอกเบี้ย ดังนั้นจะต้องให้ ธปท.ผ่อนเกณฑ์ตรงนี้ให้ โดยให้สถาบันการเงินรับรู้เป็นรายได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบกับงบดุลของสถาบันการเงิน
“ตอนปีที่แล้วที่มีการให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยช่วง 6 เดือนแรก ตอนนั้นแบงก์ชาติให้สถาบันการเงินรับรู้รายได้ดอกเบี้ยช่วงที่พักชำระได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้ให้ ซึ่งหากจะช่วยผู้ประกอบการที่ยังลำบากก็ต้องปลดล็อกตรงนี้ให้อีกสัก 6 เดือนด้วย”แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนี้ บางมาตรการที่ได้ข้อสรุปไปแล้วอีก 2-3 เรื่อง ก็ต้องเร่งประกาศออกมาด้วย เช่น การประกาศให้ผู้ประกอบการที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
ในช่วงสถานการณ์โควิด ใช้รหัสเครดิตบูโรต่างจากผู้ประกอบการที่เป็นเอ็นพีแอลที่ไม่ได้เกิดจากผลกระทบโควิด ตลอดจนเรื่องเครดิตเทอม และ e-Factoring
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ท่ามกลางมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้นรัฐบาลคงจะต้องช่วยสร้างช่องทางทำมาหากินให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย ยกตัวอย่าง ช่องทางออนไลน์ เป็นต้น
ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการไม่กี่รายที่มีทุนมหาศาล และพร้อมที่แข่งขันกันจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ส่วนรายเล็ก ๆ ก็จะอยู่รอดยาก ดังนั้น รัฐบาลอาจจะต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้
ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือการจ้างงานเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนตกผลึกแล้ว
แต่จะยังไม่เสนอ ครม.เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากขณะนี้ต้องโฟกัสในเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน คือการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19