Skip to content

ดร.นิเวศน์ ชี้เกณฑ์หยุดซื้อขายหุ้น 1 วัน เหมือนคนทำผิดคดีข่มขืน แต่ถูกลงโทษตีก้นหนึ่งที

26 เม.ย. 2565 | 17:48น.
ดร.นิเวศน์ ชี้เกณฑ์หยุดซื้อขายหุ้น 1 วัน เหมือนคนทำผิดคดีข่มขืน แต่ถูกลงโทษตีก้นหนึ่งที

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า(Value Investor) ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย

สองสามวันที่ผ่านมามีหุ้นบางตัวถูกให้หยุดการซื้อขายหรือถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เป็นเวลา 1 วัน เพราะราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นมาก “ผิดปกติ” ซึ่งเข้าข่ายเป็นหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูงผิดปกติที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ออกกฎเกณฑ์หลายข้อและหลายระดับในการที่จะป้องกันไม่ให้มีการเก็งกำไรมากเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้ราคาหุ้นขึ้นเกินพื้นฐานไปมากและอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักลงทุนได้

เกณฑ์ที่ใช้นั้นมีหลายข้ออาจจะเริ่มตั้งแต่การดูปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นที่ “แพงเกินไป” วัดจากกำไรของบริษัทเทียบกับตัวชี้วัดเช่นค่า P/E เป็นต้น และก็คงมีอย่างอื่นอีกที่ผมเองก็ไม่ได้ศึกษาติดตามมากนัก และเมื่อมีหุ้นที่เข้าเกณฑ์แล้วก็จะถูกเพิ่มเงื่อนไขในการซื้อขาย เช่น ห้ามใช้มาร์จิน ต้องวางเงินสดเต็มจำนวน อะไรทำนองนี้ และสุดท้ายที่เป็น “มาตรการสูงสุด” เนื่องจากหุ้นอาจจะมีราคา “แพงสูงสุด” หรือเก็งกำไรสูงสุดไปแล้วก็คือการ “หยุดการซื้อขาย 1 วัน” ดังกล่าว

หลังจากการหยุดพักการซื้อขาย 1 วัน ดูเหมือนว่าราคาหุ้นไปได้ปรับลงเลย แต่กลับปรับตัวขึ้นไปมากยิ่งกว่าเดิม ซึ่งก็หมายความว่ามาตรการในการ “ลดการเก็งกำไร” ไม่ได้ผลเลย แต่อาจจะยิ่งเพิ่มการเก็งกำไรขึ้นไปอีก ผมเองดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นมาตรการที่ “เบามาก” คล้ายๆ กับคนทำผิดคดีข่มขืนแต่ถูกลงโทษตีก้นหนึ่งที

และผมเองก็ไม่เข้าใจว่าการให้หยุดการซื้อขาย 1 วันนั้น จะทำให้คนคิดคำนึงว่ามันเป็นหุ้นเก็งกำไรที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงได้อย่างไร ว่าที่จริงคนอาจจะยิ่งคิดว่านี่คือหุ้นที่จะเก็งกำไรกันรุนแรงขึ้นและเขาอาจจะชอบที่จะเล่นเพิ่มขึ้น เพราะมันเหมือนเป็น “สป็อตไล้ท์” ส่องให้หุ้นเด่นขึ้นและเรียกให้คนเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้นด้วยซ้ำ

ผมเองไม่รู้ว่าหลังจากการหยุดซื้อขายหุ้น 1 วันไปแล้ว จะมีมาตรการอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีก็แสดงว่าหุ้นก็คงสามารถแสดงอภินิหารต่อไปได้เรื่อยๆ จนวันหนึ่งอาจจะมีขนาดเป็นล้านล้านบาทและใหญ่ที่สุดในตลาดก็ได้ เพราะสำหรับผมแล้วอาการของหุ้นที่ขึ้นไปแบบ “หลุดโลก” ได้นั้นก็คือหุ้นถูก “Corner” อย่างรุนแรง มีคนที่ถือหุ้นและพร้อมขายน้อยเกินไป ในขณะที่คนซื้อนั้นคุมราคาหุ้นได้เบ็ดเสร็จ

และถ้าไม่แก้ปัญหานี้ ปัญหาจะตามมาและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคตก็อาจจะมีหุ้นที่ถูก Corner อย่างรุนแรง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าที่จริงทุกวันนี้ก็มีหุ้นจำนวนมากในตลาดถูก Corner อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะไม่รุนแรงเท่า และราคาหุ้นอาจจะแพงเกินไปซัก 3-4 เท่าจากราคาที่ควรจะเป็นและมูลค่าหุ้นอาจจะขึ้นไปในระดับแสนล้านหรือใกล้ๆ แสนล้านบาทเท่านั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นไทยก็จะเริ่ม “ขาดความน่าเชื่อถือ” ในแง่ที่ว่าราคาหุ้นจำนวนมาก “ไม่สะท้อนพื้นฐานของกิจการ” ที่ควรจะเป็น หรือเป็น “ตลาดเก็งกำไร” ที่คนที่ต้องการลงทุนระยะยาวไม่อยากเข้ามาลงทุนเพราะเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่สามารถประเมินได้

ถ้าถามว่าเราสามารถแก้ปัญหาการ Corner หุ้นหรือหุ้นถูก Corner ได้ไหม ผมคิดว่าพอทำได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็แก้ปัญหาหุ้นที่ถูก Corner รุนแรงได้แน่ถ้าตั้งใจที่จะทำ แต่การ Corner แบบเบา ๆ นั้นอาจจะยากเนื่องจาก “โครงสร้างของหุ้นและตลาดหุ้นไทย” นั้น เอื้ออำนวยมากในการทำ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ หุ้นมีขนาดเล็กและ/หรือหุ้นมีฟรีโฟลตน้อยแม้แต่ในหุ้นขนาดใหญ่จำนวนหนึ่ง และระบบกฎหมายและภาษีของไทยเอื้ออำนวยมาก

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยยังเป็นบุคคลธรรมดาจำนวนมาก และเขาเหล่านั้นมีแรงจูงใจที่จะทำให้ราคาหุ้นของตนวิ่งขึ้นไปสูงสุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเมื่อมันไม่ผิดกฎหมายหรือแม้แต่จริยธรรม ว่าที่จริงหลายคนกลายเป็น “ฮีโร่” ด้วยซ้ำที่สามารถ “สร้างมูลค่าหุ้น” ได้แบบเหลือเชื่อ

ผมคงไม่บอกว่าจะทำอย่างไรที่จะป้องกัน และก็คิดว่าคงไม่มีใครอยากเสนอมาตรการที่จะทำให้ราคาหุ้นตกหรือลดลงแบบหายนะ คนที่อยู่ในวงการลงทุนแทบทั้งหมดนั้นมักจะมีผลประโยชน์จากการที่หุ้นขึ้นทั้งนั้น แต่การที่ปล่อยให้หุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น ในที่สุดมันก็ต้องตกลงมา และผลร้ายที่จะเกิดขึ้นในเวลานั้นรวมถึงความผิดปกติอีกหลายๆ อย่างก่อนถึงวันนั้นก็อาจจะก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวต่อตลาดหุ้นอย่างใหญ่หลวง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หุ้น