เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

กสิกรไทย ปฏิวัติการเงินดิจิทัล ชู “แชลเลนเจอร์แบงก์” เมืองไทย

13 ก.ค. 2565 | 12:33น.
ขัตติยา อินทรวิชัย

ขัตติยา อินทรวิชัย

 

นับเป็นอีกจังหวะก้าวที่สำคัญของ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ออกมาเขย่าวงการแบงก์ ด้วยการประกาศ “พลิกโฉม” ให้สามารถช่วยผู้คนให้เข้ามาอยู่ในระบบธนาคาร และให้ได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของธนาคาร

โดยการดำเนินโครงการเชิงกลยุทธ์ ด้วยมูลค่า 1 แสนล้านบาท ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ, การซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี, การผนึกกำลังพาร์ตเนอร์เชิงพาณิชย์, การยกระดับองค์กรไปอีกขั้น รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการธนาคารให้กับประชาชนในสังคมวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ทุ่มลงทุน-ซื้อกิจการเทค

โดย “ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า ในปีนี้และในช่วงอีก 2 ปีข้างหน้า ธนาคารจะลงทุนประมาณ 22,000 ล้านบาท ในระบบต่าง ๆ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากที่ลงทุนไปแล้ว 12,700 ล้านบาท ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ คาดว่าจะปิดดีลซื้อกิจการและความร่วมมือในเชิงพาณิชย์กับกิจการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี 2-5 ดีล โดยใช้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท

“การลงทุนเหล่านี้จะเพิ่มขีดความสามารถของธนาคารกสิกรไทยขึ้นอีกมาก และจะทำให้เราสามารถเดินหน้าสานต่อภารกิจให้บรรลุผลสำเร็จในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน” นางสาวขัตติยากล่าว

ตอนนี้กสิกรไทยกำลังมองตัวเองว่า เป็นธนาคารที่มีความเป็นแชลเลนเจอร์แบงก์แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งแชลเลนเจอร์แบงก์ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เขย่าวงการธนาคารในระดับโลก ที่ท้าทายธนาคารแบบปัจจุบัน ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาทำให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของธนาคารได้มากขึ้น

“สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ คือการหลอมรวมเอาดีเอ็นเอของแชลเลนเจอร์แบงก์ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว และเริ่มเข้ามาดิสรัปต์การเงินการธนาคารให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นกสิกรไทยด้วย”

ชูบริการ “กู้ง่าย-ไม่ต้องค้ำ”

“ขัตติยา” กล่าวว่า ธนาคารต้องการให้สินเชื่ออย่างกว้างขวางขึ้น โดยที่ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินมาค้ำประกัน และให้กู้โดยอยู่บนพื้นฐานการประเมินความสามารถ และความตั้งใจที่จะชำระคืนเงินของผู้กู้ ซึ่งธนาคารจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ลูกค้าสามารถสมัครขอสินเชื่อได้จากที่บ้านหรือที่ทำงานของตัวเอง

“สิ่งที่เราทำจะสามารถช่วยให้คนธรรมดา คนที่ประกอบอาชีพอิสระ รวมทั้งธุรกิจที่มีขนาดเล็กมาก ๆ สามารถที่จะก้าวเข้าสู่ระบบธนาคาร นอกจากนี้ยังช่วยหลายคนให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยแพงถึงปีละมากกว่า 200%” นางสาวขัตติยากล่าว

ที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยได้ริเริ่มทดลองนำระบบและขั้นตอนกระบวนการแบบใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์นี้อย่างเต็มกำลัง โดยประชาชนทั่วไปสามารถเปิดบัญชีใหม่ผ่านทางออนไลน์ได้อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีสำหรับลูกค้าปัจจุบัน และใช้เวลา 24-72 ชั่วโมง สำหรับลูกค้าใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน

โดยผู้ที่มีบัญชีกับธนาคารสามารถสมัครขอสินเชื่อบุคคล รอการพิจารณา และหากได้รับการอนุมัติ เงินกู้จะถูกโอนเข้าบัญชีภายในไม่ถึง 30 นาที จากเดิมที่ต้องเป็นสัปดาห์ ๆ และลูกค้าต้องเดินทางไปที่สาขาด้วยตัวเอง

บุกเบิกโปรดักต์สินเชื่อใหม่

นอกจากนี้ “ขัตติยา” กล่าวด้วยว่า ธนาคารกำลังบุกเบิกเรื่องการปล่อยสินเชื่อเฉพาะทาง ที่เรียกว่า buy-now-pay-later ให้กับผู้ที่ทำงานอิสระ หรือไม่มีเอกสารยืนยันรายได้ โดยจะพิจารณาอนุมัติจากข้อมูลอื่น ๆ แทน ซึ่งในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ที่ได้ใช้วิธีการดังกล่าวไป

กสิกรไทยอนุมัติสินเชื่อเฉลี่ย 1,600 รายต่อวัน มีวงเงินสินเชื่อโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท และสูงสุด 20,000 บาทในบางราย

ขณะเดียวกันธนาคารยังได้นำร่องทดลองวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้การขอสินเชื่อเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ๆ ซึ่งมีจำนวนมากที่ไม่มีเอกสารหลักฐานทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ และถูกบังคับให้ต้องหันไปหาเงินกู้จากแหล่งอื่น ๆ ที่มีดอกเบี้ยแพง ซึ่งกสิกรไทยใช้วิธีการสัมภาษณ์ และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการประเมินปล่อยสินเชื่อ

รวมถึงที่ผ่านมา ธนาคารได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชั่น LINE เพื่อช่วยให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และอาชีพอิสระ ที่ไม่มีเวลาไปติดต่อใช้บริการที่สาขาธนาคาร หรืออาจจะรู้สึกไม่สบายใจนักที่จะเข้าไปติดต่อขอใช้บริการ สามารถขอสินเชื่อผ่าน LINE ได้

ซึ่งจากฐานข้อมูลในปัจจุบันพบว่า ในจำนวนผู้ขอสินเชื่อผ่านบริการ LINE BK ในแอปพลิเคชั่น LINE ทั้งหมด มีถึง 1 ใน 3 เป็นผู้ที่เพิ่งเคยได้รับเงินกู้จากธนาคารเป็นครั้งแรกในชีวิต เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ประมาณครึ่งหนึ่งมีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน และเกือบ 80% อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด

“ปัจจุบันเราเป็นธนาคารเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการธนาคารผ่านโซเชียลมีเดีย แม้ในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ LINE BK ของเราก็เปิดโอกาสให้เขาสมัครขอสินเชื่อได้ โดยรู้ผลอนุมัติภายใน 24 ชั่วโมง และถ้าเป็นผู้ที่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารกสิกรไทยอยู่แล้ว จะสามารถสมัครขอสินเชื่อและรู้ผลการอนุมัติได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที” นางสาวขัตติยากล่าว

ทั้งนี้ ภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าจะมีผู้ได้รับสินเชื่อครั้งแรกผ่าน LINE BK จำนวน 200,000 คน และมีลูกค้ารายย่อยรวมถึงธุรกิจขนาดเล็กได้รับสินเชื่อกว่า 600,000 ราย เป็นวงเงินราว 20,000 ล้านบาท

ปล่อยกู้เจาะ “ค้าปลีก-ร้านของชำ”

“ขัตติยา” กล่าวด้วยว่า กสิกรไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มค้าปลีก เพื่อนำเสนอช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อมให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดเล็กของครอบครัวในต่างจังหวัด โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนั้น กสิกรไทยยังตั้งเป้า
จะปล่อยสินเชื่อรายย่อยแก่ลูกค้าของร้านค้าดังกล่าวอีกด้วย

“ด้วยการประเมินความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อของร้านค้า และลูกค้าของร้านค้าเหล่านั้น โดยใช้วิธีการแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม และการทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ เรียบง่ายขึ้น เราตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้ เราจะสามารถขยายจำนวนร้านค้าที่ให้บริการปล่อยสินเชื่อเข้าไปในต่างจังหวัดได้มากกว่าพัน ๆ ร้านค้า” นางสาวขัตติยากล่าว

จากภาพทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงการเดินเกมรุก “สินเชื่อดิจิทัล” อย่างเต็มสูบมากยิ่งขึ้นของแบงก์สีเขียวนั่นเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กสิกรไทย