เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ศบค.จี้ 11 ล้านคน “ยังไม่ฉีดวัคซีน” ไล่บี้ 10 จังหวัดเร่งฉีด-โควิดระบาด

17 พ.ย. 2564 | 16:59น.
แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์-ศบค.

แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์-ศบค.

ศบค.เผยคนไทย 11 ล้านคนยังไม่ฉีดวัคซีน ไล่จี้ 10 จังหวัดฉีดได้น้อยสุด และเร่งรัดกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่ฉีดได้เพียง 17% เท่านั้น ระบุเปิดประเทศต่างชาติเข้าไทย 5.8 หมื่นคน ติดโควิด 74 คน ขณะที่คลัสเตอร์ใหม่ยังพบกระจายไปหลายจังหวัด ชี้สถานการณ์ยุโรปยอดป่วยใหม่พุ่งพรวด หลังคลายล็อก เปิดกิจการ กิจกรรมเพิ่ม ยกเคส “เยอรมนี” หนักสุด

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์การติดเชื้อประจำวันว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน 2564 เวลา 10.00 น. มียอดผู้ติดเชื้อรวม 255,072,442 ราย อาการรุนแรง 78,038 ราย รักษาหายแล้ว 230,587,236 ราย เสียชีวิต 5,129,420 ราย

อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด อันดับ 1. ยังเป็นสหรัฐอเมริกา จำนวน 48,161,377 ราย 2. อินเดีย จำนวน 34,456,401 ราย 3. บราซิล จำนวน 21,965,684 ราย 4. สหราชอาณาจักร จำนวน 9,637,190 ราย 5. รัสเซีย จำนวน 9,145,912 ราย โดยประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก จากจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,037,224 ราย

ยุโรปติดเชื้อรายใหม่พุ่ง หลังเปิดกิจการ กิจกรรม

“10 อันดับแรกที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดในหลักหมื่นรายยังเป็นประเทศในแถบยุโรป โดยอันดับ 4 เป็นสหราชอาณาจักร มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 37,243 ราย ฝรั่งเศส อันดับที่ 7 มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 19,778 ราย และอันดับที่ 10 เยอรมนี มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึง 39,985 ราย ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นในระดับหลักร้อยรายเช่นกัน” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว และว่า

สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกมีข้อสังเกตคือผู้ติดเชื้อรายใหม่ในทวีปยุโรปมีรายงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเยอรมนีที่มีผู้ติดเชื้อรายวันเป็นหลักหมื่นราย โดยมียอดติดเชื้อสูงสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ระดับ 50,377 ราย และยังมีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีรายงานด้วยว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนเลย

“เยอรมนี” นำโด่ง 1 ใน 3 ได้รับวัคซีนไม่ครบโดส

นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบว่า คนเยอรมันมีถึง 1 ใน 3 ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบโดส และการติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในหลักหมื่นก็เนื่องจากมีการเปิดกิจการ กิจกรรมที่มากขึ้น แต่ไม่ได้เคร่งครัดมาตรการส่วนบุคคล ซึ่งก็เหมือนกับในหลายประเทศในยุโรป ซึ่งช่วงนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

“ดังนั้นถึงแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วก็ยังคงต้องใช้ชีวิตในวิถีแนวใหม่อยู่ ภายใต้มาตรการสูงสุดแบบครอบจักรวาล หรือ Universal Prevention” แพทย์หญิงสุมนีกล่าวย้ำ

สำหรับสถานการณ์ในประเทศข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 พบผู้ป่วยรายใหม่ 6,524 ราย หายป่วยแล้ว 1,898,217 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,008,361 ราย และเสียชีวิตสะสม 20,105 ราย

ส่วนข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 มีผู้หายป่วยแล้ว 1,925,643 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,037,224 ราย และเสียชีวิตสะสม 20,199 ราย โดยวันนี้มีผู้เสียชีวิต 56 ราย เปอร์เซ็นต์ของการเสียชีวิตยังอยู่ที่ 1%

ห่วงผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงป่วยหนัก-เสียชีวิตสูง

วันนี้มีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่จำนวน 91,382 ราย อยู่ในรพ. 43,649 ราย อยู่ในรพ.สนามและอื่นๆ 47,733 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยปอดอักเสบจำนวน 1,739 ราย ลดจากวานนี้ 36 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 407 ราย ลดลงจากวานนี้ 4 ราย

แพทย์หญิงสุมนีกล่าวต่อว่า สำหรับผู้ขอรับการฉีดวัคซีน ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 มีผู้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 211,269 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 412,749 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 35,363 ราย และระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 16 พฤศจิกายน 2564 มีผู้รับวัคซีนสะสมทั้งหมด จำนวน 86,071,507 โดส

ส่วนผู้เสียชีวิต 56 รายในวันนี้ เป็นคนไทย 55 ราย เมียนมา1 ราย และปัจจัยเสี่ยงยังมาจากอายุที่มากกว่า 60 ปี และมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันสูง และโรคอ้วน

เฉพาะผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยมีผู้ที่เป็นเบาหวานกว่า 3 ล้านคน ในจำนวนนี้ 70% คุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ เพราะฉนั้นก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิดมากกว่ากลุ่มที่คุมน้ำตาลในเลือดได้ และถ้าติดโควิดมีโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติ 2 เท่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานถึง 3 เท่า

“เพราะฉนั้นกลุ่มนี้ควรจะเร่งไปฉีดวัคซีนให้ครบโดส และต้องเคร่งครัดมาตรการส่วนบุคคล และไปตามนัดแพทย์ เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงอัตราการเสียชีวิตลงได้”

ภาคใต้ยังแชมป์ตายมากสุด

สำหรับผู้เสียชีวิตในวันนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่ภาคใต้รวมกัน 19 ราย นครศรีธรรมราชมากที่สุด 5 ราย สงขลา 4 ราย ปัตตานี 2 ราย สตูล 2 ราย ที่เหลือ กระบี่ ตรัง นราธิวาส พัทลุง ภูเก็ต และยะลา จังหวัดละ 1 ราย และยังมีผู้เสียชีวิตที่กระจายไปทุกภาค ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออก (ตามตาราง)

ทั้งนี้ 10 จังหวัดแรกที่ติดเชื้อสูงสุด อันดับแรกยังเป็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) 894 ราย ซึ่งช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีตัวเลขขยับขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเป็นการรายงานเคสสะสมย้อนหลัง รองลงมาเป็นสงขลา 430 ราย เชียงใหม่ 339 ราย สมุทรปราการ 251 ราย นครศรีธรรมราช 240 ราย ชลบุรี 209 ราย ปัตตานี 190 ราย ยะลา 182 ราย สุราษฎร์ธานี 162 ราย และตรัง 153 ราย

และวันนี้มี 2 จังหวัดที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ได้แก่ อ่างทอง และอำนาจเจริญ

คลัสเตอร์ใหม่โผล่หลายจังหวัด

ส่วนรายงานการพบ “คลัสเตอร์ใหม่” ในวันนี้ พบในหลายจังหวัด ดังนี้

  • คลัสเตอร์ในโรงงาน สถานประกอบการหลายที่ ได้แก่ ลำปาง ระยอง ชลบุรี เชียงใหม่
  • คลัสเตอร์ตลาด พบที่ เชียงใหม่ กาญจนบุรี ขอนแก่น จันทบุรี และชลบุรี
  • คลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้าง พบที่ กทม. เชียงใหม่ จันทบุรี
  • คลัสเตอร์สถานศึกษา หรือโรงเรียน พบใน 3 จังหวัด คือที่อุบลราชธานี เชียงใหม่ และชลบุรี
  • คลัสเตอร์ในพิธีกรรมทางศาสนา ยังพบในงานทอดกฐิน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ไปขึ้นยอดหรือแจ้งยอดที่สมุทรสงคราม แต่ไปทอดกฐินที่ จ.น่าน และพิษณุโลก และไปเที่ยวที่เชียงรายด้วย โดยไปหลายที่ ส่วนงานศพยังพบที่พะเยา และปราจีนบุรี
  • คลัสเตอร์เรือนจำ พบใน 7 จังหวัด มากที่สุดอยู่ที่เชียงใหม่ 171 ราย รองลงมาเป็นนครศรีธรรมราช ศรีสะเกษ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นครราชสีมา และราชบุรี

“จากคลัสเตอร์ที่มีการกระจายการติดเชื้อ เราจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการ ตลาด แคมป์ก่อสร้าง ส่วนหนึ่งพบว่ามีการกลับเข้ามาทำงานของแรงงานต่างด้าว หลังมีการผ่อนคลายมาตรการในการเปิดประเทศ และมีการรายงานจาก ศปม.ว่ามีการลักลอบของแรงงานต่างด้าวเข้ามาตามรอยตะเข็บหรือชายแดนรอบประเทศไทย และแรงงานที่มีรายงานการติดเชื้อวันนี้เข้ามาทางจันทบุรี เป็นสัญชาติกัมพูชา เข้ามาทาง อ.อุ้มผาง จ.ตาก สัญชาติเมียนมาซึ่งก่อนหน้านี้ ศปม.ก็ได้มีการรายงานลักลอบเข้ามาทางเชียงใหม่และกาญจนบุรีอย่างต่อเนื่อง” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว

ส่วนผลการฉีดวัคซีน วันนี้มีจำนวนผู้ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น 659,381 โดส คิดเป็นเข็มที่ 1 สะสม 63.4% ครบ 2 เข็ม 52.1% และเข็มที่ 3 คิดเป็น3.9% ของประชากร โดยเป้าหมายในเดิอนพฤศจิกายนนี้จะต้องครอบคลุมประชากรให้ได้ 70%

11 ล้านคนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 10 จังหวัดฉีดได้น้อยสุด

แพทย์หญิงสุมนีชี้ให้เห็นว่า จากตารางจะเห็นว่าอัตราของผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 อยู่ที่ 211,269 โดส มีจำนวนน้อยกว่าการฉีดเข็มที่ 2 ซึ่งอยู่ที่ 412,749 โดส หรือการฉีดเข็มที่ 1 น้อยกว่าเข็มที่ 2 เกือบครึ่งหนึ่ง และเมื่อไปสำรวจยังมีผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนเลยประมาณ 11 ล้านคน

“ยังคงต้องขอความร่วมมือในภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ช่วยกันเร่งรัดการฉีดวัคซีนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น” แพทย์หญิงสุมนีกล่าวและว่า

โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 10 จังหวัดเหล่านี้ ได้แก่ จ.ตาก ราชบุรี ขอนแก่น นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ให้รีบมาฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ป่วยแล้วมีอาการหนัก และลดโอกาสการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด

“จากตารางจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยความครอบคลุมของ 10 จังหวัดนี้ในการฉีดวัคซีนเข็มแรกอยู่ที่ 56.6% เท่านั้น” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว

เร่งรัดกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ฉีดได้น้อยสุด 17.7%

และถ้าแยกตามกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ จะพบว่า กลุ่มที่ยังต้องมีการเร่งรัดให้มีการฉีดวัคซีนมากขึ้นคือ “กลุ่มหญิงตั้งครรภ์” ซึ่งมีรายงานว่าเพิ่งจะฉีดวัคซีนเข็มแรกไปได้เพียง 17.7% เท่านั้น สำหรับหญิงตั้งครรภ์นี้สามารถไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลหรือสถานที่ที่ไปฝากครรภ์ได้เลย และต้องมีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์

นอกจากนี้ในที่ประชุมของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของกระทรวงสาธารณสุขวันนี้ ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องของการคีย์ข้อมูลเข้าไปในระบบในเรื่องของการฉีดวัคซีน ยังพบว่ามีประชาชนหลายรายเมื่อไปรับวัคซีนแล้ว ข้อมูลไม่ขึ้นในระบบ หรือมีประวัติการฉีดวัคซีนที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้นต้องขอความร่วมมือประชาชนได้แจ้งจุดที่ท่านไปรับการฉีดวัคซีนให้มีการลงข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องด้วย เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเองเมื่อไปใช้บริการในสถานที่ต่าง ๆ หรือการเดินทางข้ามพื้นที่ เป็นต้น

ต่างชาติเข้าไทย 5.8 หมื่นคน ติดโควิด 74 คน

สำหรับผลการดำเนินงานหลังเปิดประเทศล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1-16 พฤศจิกายน 2564 มีผู้เดินทางเข้ามาสะมจำนวน 58,870 ราย พบผู้ติดเชื้อ 74 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.13% โดยผู้ที่เดินทางเข้ามาเป็นระบบ Test & Go มากที่สุดจำนวน 43,220 ราย ติดเชื้อ 37 ราย

ส่วน 10 อันดับแรกที่เข้ามามากที่สุด ยังเป็นสหรัฐอเมริกา 8,430 ราย รองลงมาเป็นเยอรมนี 6,242 ราย สหราชอาณาจักร 2,875 ราย ญี่ปุ่น 2,717 ราย รัสเซีย 2,266 ราย ฝรั่งเศส 2,104 ราย (ตามตารางท้ายข่าว)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศบค.