ด่วน! “ศรีอยุธยาแคปิตอล” เรียกประชุมผู้ถือหุ้น 19 ม.ค.นี้ ชี้ชะตาดีลควบรวม “ศรีอยุธยาเจนเนอรัลประกันภัย” กับ “อลิอันซ์ ประกันภัย” ลุ้นมติผู้ถือหุ้น 75% ไฟเขียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ศรีอยุธยาแคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ (AYUD) ได้จัดทำหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ในวันที่ 19 ม.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรม ดิโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ และได้นำขึ้นเว็บไซต์ของบริษัทฯ ที่ www.ayud.co.th ภายใต้หมวดนักลงทุนสัมพันธ์หัวข้อประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดยในการประชุมผู้ถือหุ้นวันดังกล่าว จะเป็นการให้ผู้ถือหุ้นโหวตข้อเสนอการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ (SAGI) กับบริษัท อลิอันซ์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ (Allianz) ตามที่ได้เคยมีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2560 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ มติการประชุมจะต้องมีคะแนนเสียงเกินกว่า 75% จึงจะสามารถเข้าถือหุ้นในกลุ่มบริษัทอลิอันซ์ได้
นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ บมจ. ศรีอยุธยาแคปิตอล เปิดเผยว่า กลุ่มอลิอันซ์ และ ศรีอยุธยาแคปิตอล (AYUD) เป็นพันธมิตรที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจร่วมกันมากว่า 15 ปี โดยมองเห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มอลิอันซ์ในการพัฒนาธุรกิจในประเทศไทย อีกทั้งยังมีกลยุทธ์ในการบริหารที่มุ่งเน้นให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากการลงทุนของกลุ่ม AYUD ในอลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต ที่มีอยู่ 14.35% หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 274%
“เราจึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการควบรวมกิจการตลอดจนการลงทุนเพิ่มใน บมจ.อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต จะสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและมูลค่าเพิ่มในการลงทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นของเราอย่างแน่นอน” นายวีระพันธุ์กล่าว
นายวิโรจน์ เศรษฐปราโมทย์ กรรมการ บริษัท ศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ (SAGI) กล่าวว่า แผนการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ศรีอยุธยาเจนเนอรัลประกันภัย กับ บมจ.อลิอันซ์ ประกันภัยในครั้งนี้ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการทั้งในด้านการขยายขนาดธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้นยังถือเป็นการเพิ่มจุดแข็งของศรีอยุธยาประกันภัยด้วยความเชี่ยวชาญด้านประกันภัยของอลิอันซ์ ซึ่งจะช่วยขยายความสามารถในการนำเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนั้น แผนการควบรวมครั้งนี้ยังจะช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลผ่านการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลของกลุ่มอลิอันซ์ ไม่ว่าจะเป็นทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลที่ดีที่สุดในเอเชีย หรือแม้แต่แอปพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ในด้านของขนาดธุรกิจ การควบรวมครั้งนี้ ยังจะก่อให้เกิดขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในการเป็นผู้ให้บริการประกันภัยและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดประกันภัยของไทย
“โดยจะยกระดับ SAGI จากอันดับในตลาดที่ลำดับ 19 ในปัจจุบันขึ้นเป็นลำดับที่ 12 ก่อให้เกิดการพัฒนาในระยะยาว พร้อมด้วยการขยายฐานและปริมาณลูกค้า อีกทั้งช่วยให้มีสถานะที่เข้มแข็งขึ้นในการได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดประกันวินาศภัยในอนาคตอย่างมั่นคง ซึ่งเคยเติบโตในการวัดอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรผ่าน (CAGR: Compound Annual Growth Rate) อยู่ที่ 9% ในระหว่างปี 2550-2560”