เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

โรฮิงญา : “ฆ่าเราเถอะ แต่อย่าส่งเรากลับไปเมียนมา”

27 ส.ค. 2565 | 01:08น.
  • ราชินี ไวเดียนาดาน
  • ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียใต้ บีบีซี

ช่วงเวลา 4 ปีหลังลืมตาดูโลก เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางในชีวิตของยัสมิน เธอต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองเป็นคนที่ไหนกันแน่

ยัสมินเกิดในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ เธอไม่สามารถกลับไปยังหมู่บ้านของบรรพบุรุษในเมียนมาได้ และตอนนี้ห้องพักซอมซ่อในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย คือบ้านของเธอ

ไม่ต่างจากชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยในเมียนมาหลายแสนคน พ่อและแม่ของยัสมินหนีตายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของกองทัพเมียนมา ออกมาในปี 2017

หลายคนหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างบังกลาเทศและอินเดีย ในฐานะผู้ลี้ภัย

เด็กชาวโรฮิงญา

5 ปีผ่านไป ชาวมุสลิมโรฮิงญา ซึ่งสหประชาชาติระบุว่าเป็นประชากรไร้รัฐ ไร้สัญชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เรห์มัน พ่อของยัสมิน เคยเป็นนักธุรกิจในเมียนมา ในช่วงที่ทหารสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม เขาเป็นหนึ่งในชาวโรฮิงญา 700,000 คน ที่พากันอพยพออกไป

หลังจากเดินเท้าอยู่นานหลายวัน เรห์มันและมาห์มูดา ภรรยา ก็เดินทางไปถึงค่ายผู้ลี้ภัยในค็อกซ์ บาซาร์ พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศที่ใกล้กับพรมแดนที่ติดกับเมียนมา

ที่นี่ทั้งคู่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่แออัด อด ๆ อยาก ๆ และยังชีพด้วยการรับปันส่วนอาหารที่องค์กรการกุศลต่าง ๆ บริจาค

ชายชาวโรฮิงญา

หนึ่งปีหลังจากที่ทั้งคู่เดินทางถึงบังกลาเทศ ยัสมินก็ลืมตาดูโลก

ที่ผ่านมารัฐบาลบังกลาเทศพยายามผลักดันชาวมุสลิมโรฮิงญากลับไปยังเมียนมา ผู้ลี้ภัยหลายพันคนถูกย้ายไปอยู่ที่เกาะบาซัน ชาร์ ซึ่งอยู่ไกลโพ้น ผู้ลี้ภัยเรียกเกาะนี้ว่า “เกาะแห่งการจองจำ”

กราฟิก

เรห์มัน รู้สึกว่า การออกจากบังกลาเทศจะช่วยให้ลูกของเขามีอนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้นในปี 2020 ขณะที่ยัสมินอายุได้เพียง 2-3 ขวบ ครอบครัวนี้ก็ข้ามพรมแดนเข้าไปในอินเดีย

องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยหลายแห่งประเมินว่า มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาราว 10,000-40,000 คน อยู่ในอินเดีย หลายคนอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ปี 2012

หลายปีมาแล้ว ชาวโรฮิงญาอยู่กันอย่างเงียบ ๆ อยู่ที่นี่และแทบไม่ได้ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ขึ้น แต่หลังจากที่รัฐมนตรีของอินเดียคนหนึ่งทวีตข้อความในเดือนนี้ว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะได้รับการจัดหาที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวก และการคุ้มครองจากตำรวจ การอาศัยอยู่ในกรุงนิวเดลีของพวกเขาก็กลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่

บรรยากาศในค่ายผู้ลี้ภัยโรฮิงญาในกรุงนิวเดลีของอินเดีย

ที่มาของภาพ, Getty Images

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รัฐบาลพรรคภราติยะ ชนะตะ (Bharatiya Janata Party–BJP) ซึ่งปกครองอินเดีย ปฏิเสธว่า รัฐบาลไม่ได้เสนอสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับชาวมุสลิมโรฮิงญา แต่กลับเรียกพวกเขาว่า เป็น “ชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมาย” ซึ่งควรจะถูกส่งตัวกลับ หรือส่งไปอยู่ตามศูนย์กักกันต่าง ๆ” แทน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ทำให้ครอบครัวชาวโรฮิงญาจำนวนมาก อย่างครอบครัวของเรห์มัน รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

“ดูเหมือนลูกของผมจะไร้อนาคตเสียแล้ว” เขาเอ่ยตอนนั่งลงบนเตียงไม้สภาพง่อนแง่นที่ไม่มีที่นอนวางอยู่

“รัฐบาลอินเดียไม่ต้องการเราเช่นกัน… แต่ผมอยากให้พวกเขาฆ่าเรามากกว่าส่งตัวเรากลับเมียนมา”

ไม่มีชาติไหนเต็มใจที่จะรับชาวโรฮิงญาหลายแสนคน สัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ของบังกลาเทศ กล่าวกับมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ผู้ลี้ภัยในประเทศของเธอต้องกลับไปยังเมียนมา

แต่สหประชาชาติ ระบุว่า การทำเช่นนั้นจะทำให้ชาวโรฮิงญาไม่ปลอดภัย เพราะรัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งถูกกล่าวหาว่า ก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮิงญา ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อเดือน ก.พ. 2021

ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนดิ้นรนด้วยการนั่งเรือออกทะเลที่เต็มไปด้วยอันตรายไปยังประเทศต่าง ๆ อย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ เพื่อหนีความโหดเหี้ยมอำมหิตของรัฐบาลทหารเมียนมา ขณะที่จำนวนผู้ลี้ภัยในค่ายต่าง ๆ ในบังกลาเทศ เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 1 ล้านคน ครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็ก ๆ

เช่นเดียวกับเรห์มัน โคติซา เบกุม ที่หนีออกมาจากเมียนมาในเดือน ส.ค. 2017 ครอบครัวของเธอต้องเดินเท้านาน 3 วัน โดยไม่มีเสบียงอาหาร

เธอและลูก ๆ 3 คน อาศัยอยู่ในห้องเดี่ยวในค่ายแห่งหนึ่งในค็อกซ์ บาซาร์ หลังคาห้องคลุมด้วยพลาสติก ซึ่งไม่ได้ช่วยกันน้ำฝนในช่วงมรสุมได้สักเท่าไหร่

ครอบครัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา

ความน่าสยดสยองของสิ่งที่เธอหนีจากมาในประเทศบ้านเกิดยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของเธอ

“ทหารเข้ามาในบ้านของเราและทำร้ายเรา พวกเขากราดยิง เราวิ่งหนี เด็ก ๆ ถูกจับโยนลงในแม่น้ำ พวกเขาฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า”

ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ในค่ายผู้อพยพ โคติซา ต้องพึ่งพาการปันส่วนอาหารจากองค์กรเอกชนและองค์กรการกุศลต่าง ๆ ซึ่งมักจะเป็นอาหารธรรมดาอย่างถั่วและข้าว

“ฉันไม่สามารถหาอาหารที่ลูก ๆ อยากกินได้ ฉันไม่สามารถหาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ลูกได้ ฉันไม่สามารถพาลูกไปหาหมอได้” เธอกล่าว

โคติซา เล่าว่า บางครั้งเธอขายส่วนแบ่งอาหารที่ได้รับเพื่อนำเงินไปซื้อปากกาให้ลูก ๆ ใช้เขียนหนังสือ

จากการประเมินของสหประชาชาติเมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่าการตัดลดเงินช่วยเหลือของนานาชาติ เป็นอุปสรรคต่อการให้ความช่วยเหลือกลุ่มประชากร “ที่พึ่งพิงความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเพื่อการอยู่รอด”

สหประชาชาติ ระบุว่า ผู้ลี้ภัยยังคงต้องดิ้นรนให้ได้รับอาหารที่มีโภชนาการ, มีที่พักพิงที่พอเพียง มีสุขอนามัย และโอกาสในการทำงาน

 

การศึกษาหนึ่งในเรื่องที่โคติซาให้ความสำคัญ เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีความกังวลว่า การขาดการศึกษาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดคนรุ่นที่หายไป

“เด็ก ๆ ไปโรงเรียนทุกวัน แต่ไม่มีพัฒนาการใด ๆ เลย ฉันไม่คิดว่าลูก ๆ ได้รับการศึกษาที่ดี” โคติซา กล่าว

เด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในค็อกซ์ บาซาร์ ได้รับการศึกษาตามหลักสูตรของเมียนมา ประเทศบ้านเกิดของพวกเขา ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรที่มีการสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ ในบังกลาเทศ

แม้ว่าผู้สนับสนุนโครงการนี้บอกว่า เป็นการเตรียมพร้อมให้นักเรียนกลับไปสู่แผ่นดินเกิดในสักวันหนึ่ง แต่หลายคนเกรงว่า นี่คือวิธีป้องกันประชากรผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาไม่ให้หลอมรวมเข้ากับชาวบังกลาเทศ

“ถ้าเขาได้รับการศึกษา พวกเขาก็จะมีชีวิตที่สวยงามได้ พวกเขาจะสามารถหารายได้และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข” โคติซา เชื่อเช่นนั้น

เรห์มันซึ่งอยู่ในกรุงนิวเดลีก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

“ผมฝันถึงการให้เธอได้รับการศึกษาที่เหมะสม และมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ผมไม่สามารถทำได้” เรห์มันพูดขณะอุ้มลูกสาววัย 4 ขวบไว้ในอ้อมแขน

5 ปีมาแล้ว ที่ชาวโรฮิงญาต้องหนีภัยการประหัตประหารฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พวกเขายังคงหวังว่า จะได้รับความยุติธรรมในคดีที่มีการฟ้องร้องกองทัพเมียนมา ซึ่งยังคงรอคอยการไต่สวนของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice)

แต่ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาฝันว่า จะสามารถเดินทางกลับบ้านได้

แต่กว่าจะทำได้อย่างปลอดภัยนั้น ผู้ลี้ภัยอย่างเรห์มันกำลังวิงวอนชาวโลกให้ช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจพวกเขามากขึ้น

“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาลักขโมย ผมมาที่นี่เพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง”

…..

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัฐยะไข่ เมียนมา โรฮิงญา