เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดิทโต้ ลุยปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตกว่า 1 หมื่นไร่ สัญญายาว 30 ปี

16 ก.ย. 2565 | 16:31น.
ฐกร รัตนกมลพร

ฐกร รัตนกมลพร

“ดิทโต้” ลุยกรีนเทค ส่ง “สยาม ทีซี.เทคโนโลยี” บริษัทย่อย เตรียมปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตกว่า 1 หมื่นไร่ ระยะเวลา 30 ปี ได้รับจัดสรรคาร์บอนเครดิตร้อยละ 90 เผยตอบโจทย์ธุรกิจส่งออกยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนด CBAM ต้องคาร์บอนเครดิตซื้อชดเชย ขณะที่ชุมชนยังมีสิทธิใช้พื้นที่ได้เหมือนเดิมทุกอย่าง

วันที่ 16 กันยายน 2565 นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำกัด หรือ “DITTO” เปิดเผยว่า ดิทโต้และบริษัท สยาม ทีซี.เทคโนโลยี จำกัด ในฐานะบริษัทย่อยได้ลงนามเข้าร่วมโครงการพื้นที่ปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตประจำปี 2565 จำนวน 11,445.81 ไร่ กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้มีระยะเวลาในการดูแลรักษาป่า 30 ปี เพื่อตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทย มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี ค.ศ. 2065 ตามเจตจำนงที่ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการประชุม COP26

โดยโครงการมีเงื่อนไขว่าผู้พัฒนาโครงการในที่นี้ คือ บริษัท สยามทีซี.เทคโนโลยี จะได้รับการจัดสรรคาร์บอนเครดิตจากโครงการดังกล่าวในสัดส่วนร้อยละ 90 และจัดสรรให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร้อยละ 10

นายฐกรกล่าวว่า สาเหตุที่ดิทโต้เลือกปลูกป่าชายเลน เนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากผลการศึกษา พบว่าป่าชายเลนสามารถดูดซับคาร์บอนเครดิตได้ 8-10 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่บริษัทเอกชนที่ส่งออกไปยังตลาดยุโรปจะได้รับผลกระทบจากระเบียบ CBAM (Carbon Border Adjustment Machanism) ที่ทางยุโรปบังคับใช้ในการเรียกเก็บภาษีการปล่อยคาร์บอน ถึงตอนนั้นเอกชนไทยต้องซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยหากลดในกระบวนการอื่นแล้วยังมีส่วนที่ปล่อยเกิน

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับอนุมัตินั้น ถือเป็นการได้มาซึ่งสิทธิในการปลูกป่าและดูแลรักษาป่าชายเลนให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเวลา 30 ปี ฉะนั้นในพื้นที่ตรงนี้ผู้ที่ได้รับอนุมัติโครงการไม่มีสิทธิไปล้อมรั้วหรือไปปิดกั้นคนในชุมชน ในทางกลับกันคนในชุมชนทุกคนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ สามารถเข้ามาทำเกษตรกรรม ทำประมงพื้นบ้าน จับสัตว์น้ำได้เหมือนเดิม ทางบริษัทมีหน้าที่แค่การดูแลรักษาป่าชายเลนให้มีทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ขึ้น เพื่อประโยชน์ของชุมชนต่อไป

“ขณะนี้ทางบริษัทพร้อมเต็มที่ และเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จะเป็น New S-Curve ต่อไป ประกอบกับดิทโต้เองสนใจที่จะเข้าไปสู่กรีนเทค จึงได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมริเริ่มนโยบาย ดังนั้น เราจึงพร้อมทั้งในเรื่องของเงินลงทุน บุคลากร เทคโนโลยี อันที่จริงเราได้เตรียมพร้อมสำหรับการปลูกป่า 1 แสนไร่ เมื่อได้รับอนุมัติมาหมื่นกว่าไร่จึงไม่ใช่เรื่องยาก” นายฐกรกล่าวทิ้งท้าย

ด้านบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง วิเคราะห์ว่า หาก DITTO เริ่มดำเนินโครงการในปี 2023 จะใช้เวลา 3 ปีที่จะเริ่มรับรู้คาร์บอนเครดิตในปี 2026 โดยคาดเงินลงทุนเริ่มต้นในปีแรกจะอยู่ที่ราว 160-170 ล้านบาท และค่าดูแลรักษาตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไปจะอยู่ที่ 30 ล้านบาท/ปี ตั้งแต่ปี 2026 คาด DITTO จะได้รับคาร์บอนเครดิตต่อปีอยู่ที่ราว 1 แสนตัน/ปี (สัดส่วน 90%)

บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงมองว่าพัฒนาการที่เกิดขึ้นถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจใหม่ของ DITTO โอกาสที่จะเพิ่มกำไรในอนาคตมีมากถึง 50% ต่อปี และยังเป็นรายได้/กำไรที่เกิดขึ้นประจำอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คาร์บอนเครดิต