เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แล้วแต่มุมมอง

24 ม.ค. 2561 | 16:26น.

คอลัมน์ Inside Out Story

โดย วิทวัช เนตรแสนสัก

ต้องยอมรับว่าในหลาย ๆ ครั้งเคยมีโอกาสพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนฝูง ถึงเรื่องราวในการทำงานของตัวเอง ที่ทำงานอยู่โต๊ะข่าวซีเอสอาร์ ซึ่งหลาย ๆ คนไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ และมักจะถูกนำมาถกเถียงกันอยู่หลายครั้งว่า…ทำไมบริษัทต้องทำเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกว่า CSR

“ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร หรือแม้กระทั่งเรื่องของความยั่งยืน และกิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ”

หลายคนมักจะมองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ทำเดี๋ยวโดนลงโทษ เพราะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับอยู่ และโดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แล้วไม่ทำไม่ได้เลย แต่ในหลาย ๆ ครั้งก็ได้อธิบายไปว่า…การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เป็นเพียงการทำเพื่อบริจาค เพื่อการกุศล หรือทำเพื่อ พี.อาร์. ภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ทว่าจริง ๆ แล้วในระยะแรกของพัฒนาการของซีเอสอาร์ของไทยเองอาจจะเป็นแบบนั้นก็ว่าได้

แต่วันนี้เพราะโลกหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็ว รวมถึงบริบทของสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การทำซีเอสอาร์ถูกยกระดับไปในความหลากหลายเรื่อง หลากหลายมิติ ต่าง ๆ มากมาย

ทว่ามีเป้าหมายเรื่องเดียวกัน คือ การสร้างความยั่งยืน ความสมดุลให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกันยังเป็นการคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม จากการดำเนินกิจกรรม/ธุรกิจ จากภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็น corporate citizenship หรือ การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

โดยที่องค์กรธุรกิจต่างมีผลกำไร มีผลประกอบการที่ดี ขณะเดียวกัน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแล เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศมีความสมดุล

แต่ด้วยความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน ถ้าทำอะไรแล้วเกิดผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้ดูแลและรับผิดชอบ ผลที่ตามมาอาจจะทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือเกิดการตอบโต้จากสังคมก็เป็นได้

ในช่วงระยะเวลา 10 ปีผ่านมา การลงทุนของนักลงทุนต่างคำนึงถึงการลงทุนในกองทุน หรือบริษัทที่มีความยั่งยืน หรือมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

เพราะผู้ลงทุนต่างให้ความสำคัญกับการเติบโตของผลการดำเนินงาน ผลประกอบการ และผลกำไร นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุล ความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance-ESG) ควบคู่กันไปในการลงทุน

จากข้อมูลการลงทุนของ UN PRI (Principles for Responsible Investment) ที่เป็นการรวมตัวของผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ เพื่อให้ผู้ลงทุนสถาบันที่เห็นความสำคัญของการพิจารณาปัจจัยด้าน ESG ระบุว่า…ในระหว่างปี 1995-2017 มีการนำเงินมาลงทุนในกองทุน หรือบริษัทที่ให้ความสำคัญต่อ ESG มีมูลค่าถึง 65 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า จากมูลค่า 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ปรากฏการณ์นี้ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกมีการพัฒนาดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืน รวมถึงประเทศไทย โดยในปี 2558 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้มีการจัดทำรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Invest-ment-THSI) ซึ่งเป็นรายชื่อของ บจ.ไทย ที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน คำนึงถึง ESG จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ลงทุน

อีกทั้ง ตลท.ยังมีการส่งเสริมให้ บจ.ไทยเข้ารับการประเมินด้านความยั่งยืนในระดับสากลอย่าง ดัชนีแห่งความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices-DJSI) ซึ่งปี 2560 ที่ผ่านมา มี บจ.ไทยติดอันดับถึง 17 บจ. และถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน

สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของตัวเลข ผลประกอบการ ผลกำไรเท่านั้น แต่เป็นความตระหนักถึงความสำคัญของสังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหประชาชาติมีการประกาศใช้ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) 17 เป้าหมาย ที่จะใช้เป็นวาระในการพัฒนาโลกต่อไปในอีก 15 ปี (2559-2573) ข้างหน้าจึงทำให้เรื่องของความยั่งยืน เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายต้องเข้ามีส่วนร่วมในการผลักดัน ขับเคลื่อน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้

ทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าจะมองมุมไหน ? มองอย่างไร ?

เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใครต่อใครหลายคนมีภาพความทรงจำว่า ซีเอสอาร์ คือ การบริจาค, การทำกุศล, ปลูกป่า ฯลฯ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้สวยงาม ดูดี ก็เท่านั้นเอง (หน้า 36, 35)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซีเอสอาร์