เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ละเมิดคว่ำบาตร!? เผยโสมแดงส่งออกถ่านหินผ่าน “รัสเซีย” ให้โสมขาว-ญี่ปุ่น

26 ม.ค. 2561 | 10:13น.

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงของชาติในยุโรป 3 ชาติว่า เกาหลีเหนือได้ส่งออกถ่านหินไปยังรัสเซียเมื่อปีที่ผ่านมา โดยถ่านหินดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือของสหประชาชาติ

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้รับรองข้อมติมติห้ามเกาหลีเหนือส่งออกถ่านหินตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคว่ำบาตรที่มีเป้าหมายในการตัดแหล่งรายได้สำคัญที่เป็นเงินตราต่างประเทศของเกาหลีเหนือ ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในโครงการพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวเปิดเผยว่าเกาหลีเหนือได้ส่งออกถ่านหินทางเรือไปยังท่าเรือของรัสเซียอย่างน้อย 3 ครั้ง นับตั้งแต่มีข้อมติคว่ำบาตรห้ามการส่งออกถ่านหินดังกล่าว โดยถ่านหินทั้งหมดได้ถูกนำขึ้นฝั่งและโหลดกลับไปยังเรือขนส่งสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

ขณะที่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางเรือจากชาติตะวันตกเปิดเผยว่า เรือขนส่งสินค้าดังกล่าวได้เดินทางถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของสหรัฐก็ออกมายืนยันว่าการซื้อขายถ่านหินเกาหลีเหนือผ่านรัสเซียเกิดขึ้นจริงและยังคงมีอยู่ โดยท่าเรือในรัสเซียถูกใช้เป็นศูนย์กลางในการส่งต่อถ่านหินจากเกาหลีเหนือไปยังประเทศอื่น

ทั้งนี้รอยเตอร์ระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศรัสเซียไม่ตอบคำถามของสำนักข่าวหลังได้มีการส่งคำถามไปตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 ผู้แทนถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติได้แจ้งต่อคณะกรรมาธิการการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่ารัสเซียจะทำตามข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือดังกล่าว การกระทำของรัสเซียจึงถือว่าเป็นการละเมิดข้อมติของสหประชาชาติ

ทั้งนี้รอยเตอร์รับว่าไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่าถ่านหินที่ถูกนำขึ้นไปยังท่าเรือของรัสเซียเป็นถ่านหินชุดเดียวกับที่มีการนำส่งลงเรือไปยังเกาหลีใต้และญี่ปุ่นหรือไม่ และยังไม่สามารถยืนยันว่าใครเป็นเจ้าของเรือที่ใช้ขนส่งถ่านหินจากรัสเซียไปยังเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย

 

ที่มา : มติชนออนไลน์