เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตาแผน PDP 2026 ฉบับ ‘เอกนัฏ’ ผุดทางเลือกที่ 5 ดันไฟสะอาดเกิน 70% ชั่งใจต้นทุน CCS
Economic จับตาแผน PDP 2026 ฉบับ ‘เอกนัฏ’ ผุดทางเลือกที่ 5 ดันไฟสะอาดเกิน 70% ชั่งใจต้นทุน CCS
ปาเจราจาบัลย์ พาผู้อ่านสำรวจความตายและความสัมพันธ์ในครอบครัว
Biz Movement ปาเจราจาบัลย์ พาผู้อ่านสำรวจความตายและความสัมพันธ์ในครอบครัว
80 ปี IMF : จากโรงแรมกลางหุบเขา สู่เวทีโลกที่กรุงเทพฯ
Columns 80 ปี IMF : จากโรงแรมกลางหุบเขา สู่เวทีโลกที่กรุงเทพฯ
ออมสินชู AI ปล่อยสินเชื่อรีเจ็กต์เรตต่ำ-ช่วยคนลืมตาอ้าปาก
Finance ออมสินชู AI ปล่อยสินเชื่อรีเจ็กต์เรตต่ำ-ช่วยคนลืมตาอ้าปาก
ราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท รูปพรรณขายออก 66,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท รูปพรรณขายออก 66,100 บาท
โลกคู่ขนาน…ข้างเวที IMF-World Bank
Columns โลกคู่ขนาน…ข้างเวที IMF-World Bank
‘สุริยะ’ แจงคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ปลูกกินได้ปกติ ห้ามขยายพันธุ์ขายโดยไม่ได้รับอนุญาต
Economic ‘สุริยะ’ แจงคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ปลูกกินได้ปกติ ห้ามขยายพันธุ์ขายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ก.ล.ต. รื้อเกณฑ์ Crowdfunding จ่อเปิดทางปิดขายก่อนกำหนด ลดภาระผู้ลงทุน
Finance ก.ล.ต. รื้อเกณฑ์ Crowdfunding จ่อเปิดทางปิดขายก่อนกำหนด ลดภาระผู้ลงทุน
ปชน.ย้ำซักฟอก ’18 รมต.’ ต้องได้เวลาเหมาะสม พร้อมเลื่อนไป พ.ย.ได้
Politics ปชน.ย้ำซักฟอก ’18 รมต.’ ต้องได้เวลาเหมาะสม พร้อมเลื่อนไป พ.ย.ได้
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (22 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ดูทั้งหมด

เอกชนห่วงค่าไฟ-น้ำมัน-ค่าแรง ฉุดต้นทุนการผลิต กระทบเศรษฐกิจไทย

21 มี.ค. 2566 | 14:14น.
เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน น้ำมัน ค่าไฟฟ้า

ม.หอการค้าฯ เผยผลสำรวจภาคธุรกิจห่วงต้นทุนการผลิตพุ่งฉุดเศรษฐกิจไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเป็นปัจจัยบวกดันเม็ดเงินท่องเที่ยว ส่วนการเลือกตั้งเอกชนกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง เพราะมีผลต่อนโยบาย แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 21 มีนาคม 2566 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ให้ความกังวลเรื่องของต้นทุนมากกว่าสถานการณ์การเลือกตั้งเป็นอย่างมาก เพราะมีผลต่อการประกอบธุรกิจ ที่มีปัจจัยของค่าไฟ ค่าแรง ค่าพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่วนสถานการณ์ธนาคารต่างชาติที่มีปัญหา มองว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจและเศรษฐกิจภายในประเทศ และยังคงเชื่อมั่นธนาคารของประเทศไทยอยู่

“ส่วนการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีนมองมีผลกระทบเชิงบวกมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้การจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ความกังวลส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการยังอยู่ในเรื่องของต้นทุนเป็นสำคัญ”

อย่างไรก็ดี หลังจากมีการประกาศยุบสภา พร้อมกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ทำให้พรรคการเมืองมีเวลาหาเสียงในช่วงสั้น ช่างคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง เพิ่มจากช่วงก่อนหน้านี้จาก 4-5 หมื่นล้านบาท เป็น 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 1-1.2 แสนล้านบาทเป็นอย่างต่ำ

และมีผลทำให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5-0.7 ภาพรวมปีนี้จึงยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวได้ร้อยละ 3-4 แม้ปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่การท่องเที่ยวรวมถึงเม็ดเงินจากการเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยหนุนที่ดี

นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจต่อภาคธุรกิจไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 600 ตัวอย่างทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการภาคธุรกิจ พบว่าสถานะทางธุรกิจของผู้ประกอบการยังคงใกล้เคียงกับในปีที่ผ่านมา โดยมียอดขาย รายได้ กำไรค่อนข้างทรงตัว แต่สภาพคล่องรวมถึงการลงทุนลดลงเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

โดยภาคธุรกิจมองว่าสภาพของธุรกิจจะสามารถปรับตัวเท่ากับในช่วงก่อนโควิด-19 ได้ประมาณไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยบวกที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากมีเม็ดเงินเข้าประเทศมากขึ้น ส่งผลกับการจ้างงานและการลงทุนที่จะฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับการเลือกตั้งจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ คือ การขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อที่กระทบเชิงลบ 92.5% ซึ่งเป็นผลต่อยอดขาย กำไร ต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสปรับลดการซื้อวัตถุดิบ ลดกำลังการผลิต และเพิ่มราคาสินค้าและบริการ สิ่งที่ต้องการในภาครัฐสนับสนุน คือ การควบคุมราคาพลังงาน มีมาตรการเยียวยา ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนใหญ่ 53.6% มองว่าไม่กระทบขนาดที่สาม 34.1% มีผลกระทบต่อยอดขาย ต้นทุน กำไรและหนี้สิน นอกจากนี้ยังมีโอกาสผิดชำระหนี้ด้วย การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 328-354 บาทต่อวัน ส่วนใหญ่ 77.4% มองว่าเหมาะสมและ 22.6% มองว่าไม่เหมาะสมค่าแรงควรอยู่ที่ 325 บาทต่อวัน

โดยสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเข้าช่วยเหลือ คือ การควบคุมค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระต่อต้นทุนการผลิต พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการขยายตัว มีสวัสดิการทางสังคมให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ หากเพิ่มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 10% ส่วนใหญ่มองว่า 40.3% โอกาสที่จะปลดพนักงานน้อย 28.7%  ปานกลาง และโอกาสที่ปรับขึ้นราคาสินค้า 53.9% มีโอกาสที่จะปรับขึ้นสูงมาก และ 40.6% คือไม่แน่ใจ การปรับเพิ่มขึ้นของค่ากระแสไฟฟ้าจากเดิมมาอยู่ระดับปัจจุบันที่ 5.33 บาทต่อหน่วย ถือเป็นต้นทุนที่สูงของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs หากเป็นไปได้อยากให้ปรับค่าไฟลงมาเท่ากับในช่วงก่อนโควิด-19 หรือต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย หากไม่สามารถลดลงได้อาจจำเป็นต้องมีการชะลอการลงทุน รวมถึงราคาดีเซลที่มีการปรับราคาสูงขึ้นเกินลิตรละ 30 บาทมีผลทำให้ผู้ประกอบการยอดขายลดลง ต้นทุนสูงขึ้น และไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้อีก

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังกังวลต่อนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่นำมาหาเสียงในเวลานี้ เพราะบางเรื่องส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนโยบายการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าชนะการเลือกตั้งและนำมาใช้จริง ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถรับไหว

โดยมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ คือต้องมีการดูแลต้นทุนการผลิตของภาคเอกชนให้ดี โดยเฉพาะราคาพลังงาน อัตราดอกเบี้ย ค่าจ้างขั้นต่ำ จะต้องมีการบริหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่เป็นภาระของผู้ประกอบการมากจนเกินไป เพราะเวลานี้ภาระต้นทุนของผู้ประกอบการสูงอยู่แล้วการแบกรับภาระเพิ่มขึ้นไม่สามารถทำได้