กรมศุลปลดล็อกสินค้าผ่านแดน 30 วัน
กรมศุลฯเปิดรับฟังปัญหาอุปสรรคผู้นำเข้า-ส่งออก หลัง พ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่ใช้มาแล้ว 3 เดือน เผยเอกชนร้องเรียนเข้ามาหลายประเด็น รับลูกแก้อุปสรรคสินค้าผ่านแดนปลดล็อกเดดไลน์ 30 วัน พร้อมเตรียมนำระบบ e-Tracking มาให้บริการเพิ่มเติม
นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มี.ค. กรมศุลกากรได้จัดสัมมนาเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้มาครบ 3 เดือนแล้ว โดยมีหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) หอการค้าอเมริกัน สภาการค้ายุโรป สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย เป็นต้น
ทั้งนี้ จากการทำแบบสอบถาม พบว่ามีข้อร้องเรียนเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมายเข้ามาในหลายประเด็น อาทิ การที่ต้องสำแดงหมายเลขที่ของและเอกสารที่เกี่ยวข้อง, ระยะเวลาการผ่านแดนที่ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน ซึ่งเอกชนมองว่าน้อยเกินไปและไม่สามารถขอขยายเวลาได้, การจับ ยึด อายัดทรัพย์สินกรณีค้างชำระหนี้ค่าภาษีอากร, การขอทุเลาชำระหนี้เมื่อมีการอุทธรณ์แบบแจ้งการประเมินผล, การเปลี่ยนของผ่านแดนเป็นของนำเข้า
สำหรับประเด็นที่จะมีการแก้ไข อาทิ ประเด็นที่เกี่ยวกับสินค้าผ่านแดน ที่กฎหมายกำหนดให้สินค้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ไม่เกิน 30 วัน จากนั้นจะต้องส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง (รีเอ็กซ์ปอร์ต) หรือขอใบอนุญาตขายในประเทศ ก็มีแนวทางว่าจะจัดให้มีโรงพักสินค้า ในลักษณะเขตปลอดอากรระหว่างที่ยังรีเอ็กซ์ปอร์ตไม่ทัน แต่ผู้ประกอบการต้องมีเอกสารหลักฐานยืนยันว่า ทำไม่ทันเพราะเหตุใด
“ตรงนี้เป็นปัญหาอยู่ เพราะเวลาน้อยลง จากเดิมที่เคยให้ถึง 90 วัน เหลือ 30 วัน ซึ่งตอนออกกฎหมายเราก็มองว่า สินค้าผ่านแดนต้องมีผู้สั่งจากประเทศต้นทางไปประเทศปลายทาง ดังนั้นสินค้าก็ไม่ควรอยู่กับเรานาน เพราะเราเป็นแค่ทางผ่าน อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ก็จะพิจารณาให้ แต่คงไปขยายเวลาไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้อง 30 วัน โดยอาจจะให้มีเขตปลอดอากร พักสินค้าไว้ก่อนได้แทน” นายกุลิศกล่าว
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมากรมยังได้จัดทำระบบการบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (tariff e-Service) คือ บริการสอบถามข้อมูลการวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรทางอินเทอร์เน็ต และการบริการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Advance tariff ruling) รวมถึงจัดทำแอปพลิเคชั่นบนมือถือที่ช่วยให้
ผู้ประกอบการตรวจสอบพิกัดสินค้าได้เอง และยังมีระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ national single window (NSW)
เพื่อลดเอกสาร ลดขั้นตอนการทำงาน ลดความผิดพลาด ลดปัญหาการจราจร และสามารถลดระยะเวลาการให้บริการต่อตู้เหลือเพียง 20 วินาที จากเดิม 3 นาที”สิ่งที่กำลังจะทำอีก ก็คือ e-Tracking โดยเมื่อผู้ประกอบการยื่นใบขนสินค้าแล้ว จะทราบสถานะว่า ได้รับการอนุมัติหรือไม่อนุมัติ หรือยื่นไปแล้วกี่วัน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมมาเช็กได้เหมือนของไปรษณีย์ ทั้งนี้ เราจะมีการเชื่อมระบบกับทางการท่าเรือแห่งประเทศไทยด้วย” นายกุลิศกล่าว