Skip to content

เงินทุนไหลเข้า บาทแข็งค่ากว่าสกุลอื่นในภูมิภาค

10 พ.ค. 2566 | 18:30น.
เงินทุนไหลเข้า บาทแข็งค่ากว่าสกุลอื่นในภูมิภาค

สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 10 พฤษภาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/5) ที่ระดับ 33.68/70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (9/5) ที่ระดับ 33.65/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในคืนที่ผ่านมาดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากการที่นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขานิวยอร์ก ได้กล่าวว่า

ทางธนาคารกลางยังคงต้องอาศัยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อให้การส่งผ่านอัตครดอกเบี้ยสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ และยังไม่เห็นเหตุผลที่ FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยนายวิลเลียมส์คาดการณ์ว่ายังคงต้องใช้เวลาอีก 2 ปีเพื่อให้เงินเฟ้อสหรัฐกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2%

อีกทั้งยังคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 4.0-4.5% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับ 3.4% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 54 ปี อีกทั้งยังมีวิกฤตทางภาคธนาคารที่ทำให้ FED นำมาเป็นปัจจัยในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ทางฝั่งโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐยังคงอยู่ในระหว่างหารือเกี่ยวกับการปรับเพิ่้มเพดานหนี้สหรัฐ

โดยปัจจุบันเพดานหนี้อยู่ที่ระดับ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่มีการปรับเพดานหนี้จะทำให้ทางสหรัฐอาจเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ 1 มิถุนายนได้ ทั้งนี้การเพิ่มเพดานหนี้จะทำให้รัฐบาลต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายลง แต่อย่างไรก็ตาม การหารือยังคงไม่ได้ข้อสรุป และจะมีการประชุมอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม โดยในวันนี้ตลาดยังคงจับตารอดูตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนประจำเดือนเมษายน โดยในเดือนมีนาคม เงินเฟ้อที่อยู่ที่ระดับ 0.1% ซึ่งในเดือนนี้คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 0.4%

ในส่วนของเงินเฟ้อเมื่อเทียบรายปีคาดว่าจะขยายตัวที่ 5.0% สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากมีกระแสเงินไหลเข้าทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น โดยตลาดพันธบัตรมีเงินไหลเข้าเมื่อวันอังคาร (9/5) ราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการเข้าซื้อมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน โดยภายในเดือนพฤษภาคมมีการเข้าซื้อพันธบัตรไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท จากการที่นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการฟื้นตัวทางด้านการท่องเที่ยว

โดยทางรัฐบาลคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยประมาณ 2 ล้านคนในเดือนพฤษภาคมทางด้าน SCB EIC ได้มีการคาดการณ์ว่า ไทยอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งละ 0.25% สู่ระดับ Teminal rate ที่ 2.5% เพื่อให้บรรลุกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.62-33.74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.66/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/5) ที่ระดับ 1.0971/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (9/5) ที่ระดับ 1.0981/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ โดยทางเยอรมันได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภครายเดือนประจำเดือนเมษายนอยู่ที่ 0.4% ทรงตัวจากในเดือนมีนาคมที่อยู่ที่ระดับ 0.4% เช่นกัน ทางฝั่งสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินของธนาคารกลางเยอรมนีได้กล่าวว่า

เนื่องจากความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ อาจทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของเยอรมันประสบปัญหา เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางธนาคาร เนื่องจากธนาคารจะต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0948-1.0982 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0956/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/5) ที่ระดับ 135.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (9/5) ที่ระดับ 134.82/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ ทางด้านนายคาซึโอะ อูเอดะ ประธานธนาคารกลางญี่ปุ่นได้กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะหยุดนโยบาย Yield curve control หากเงินเฟ้อของญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน

ทางด้านโกลแมนแซกส์คาดว่า ญี่ปุุ่นจะยกเลิกนโยบาย Yield curve control ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่้อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 135.11-135.34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 135.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐประจำเดือนเมษายน (10/5), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนประจำเดือนเมษายน (11/15), ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) (11/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (11/5), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นประจำเดือนพฤษภาคมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (12/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.5/-10.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -15.7/-13.40 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินบาท เงิน